การแก้ปัญหาการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด

โดย ศ. ดร. ธงชัย พรรณสวัสดิ์
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
4 กันยายน 2544

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2544 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณาข้อดีข้อเสียของการทำนากุ้งในพื้นที่น้ำจืดแต่ไม่สามารถ
หาข้อสรุปส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปพิจารณาลงมติเป็นมติครม.ได้ จึงขอให้คณะอนุกรรมการไปศึกษาตัวอย่าง โดยใช้เวลาไม่เกิน 45
วัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะไม่ว่าผลหรือมติของกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะออกมาอย่างไร ย่อมมีผลต่อประเทศชาติไม่ทางใดก็
ทางหนึ่งทั้งสิ้น ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้จึงต้องรอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและใช้ข้อมูลให้ครบทุกด้าน

เท่าที่ผ่านมา มีข้อมูลทั้งจากภาครัฐและจากการสืบเสาะของสื่อมวลชนมาชี้แจงแก่ประชาชนในสองลักษณะ คือ ฝ่ายกรมประมงบอกว่า
ทำได้ ไม่มีปัญหา ส่วนกรมพัฒนาที่ดินและกรมชลประทาน บอกว่ายังไม่แน่ใจ แต่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก สำหรับนักวิชาการ ก็มีอยู่สองขั้ว
คือที่เห็นด้วยสุดลิ่มทิ่มประตูกับฝ่ายที่ยังไม่เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นบอกว่า ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงกุ้งในลักษณะที่ไม่มีวันยอมให้เลี้ยง แต่แม้จะเลี้ยงในพื้นที่น้ำจืดก็ยังเห็นด้วยได้
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง ปัญหาคือ ณ ขณะนี้ยังมีความคิดแยกออกเป็นสองส่วนอยู่ และถ้าตกลงกันในเรื่อง
วิชาการในหมู่นักวิชาการด้วยกันเองยังไม่ได้เลย แล้วจะให้ชาวบ้านเขาแน่ใจได้อย่างไรว่า มันจะไม่มีผลเสียต่อประเทศชาติ หลายฝ่าย
ยังกังวลกับสิ่งนี้เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเด็นนี้ถ้ามันเสียแล้วเสียเลย แก้ไม่ได้ ถึงแก้ได้ก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งมักเป็น
งบหลวง ไม่ใช่มาจากงบของเอกชนที่ทำนากุ้งซึ่งรวยแล้วและหนีหายไปแล้ว

ในเมื่อยังตกลงในเรื่องทางเทคนิคนี้ไม่ได้ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปพูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลังทั้งสิ้น

ดังนั้น ก็ควรรอสักนิด และทำเทคนิคพิจารณ์ (technical hearing) ระหว่างนักวิชาการต่างสาขาให้ลงตัวกันก่อนดีกว่า ถ้าคำตอบ
บอกว่าทำไม่ได้ก็จะได้หยุด ไม่ต้องมาเสียเวลาและพลังงานของทุกคนและฝ่า

แต่ถ้าทางวิชาการสรุปได้ว่า ไม่มีปัญหาทางเทคนิค ก็ใช่ว่าจะหมดปัญหาในมิติอื่น และเริ่มลงมือทำฟาร์มกุ้งในพื้นที่น้ำจืดได้เลย

ปัญหาที่ว่านั้นมีอยู่สามสี่ประการ ซึ่งพอสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้

ข้อหนึ่ง การเติมเกลือ : นักวิชาการเลี้ยงกุ้งบอกว่าในการเลี้ยงแบบใหม่ที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนี้เขาใช้ความเค็มต่ำ โดยในช่วงเริ่มต้นเลี้ยง
ลูกกุ้งก็ใช้ความเค็มต่ำกว่าน้ำทะเลแล้ว (ขนน้ำเค็มมาจากทะเลมาใส่ในบ่อในพื้นที่น้ำจืด แล้วเติมน้ำจืดลงไป จึงต้องนำมาเลี้ยงในพื้นที่
น้ำจืดนั่นปะไร) คือใช้เพียง 5 ppt (ส่วนในพัน) ในขณะที่น้ำทะเลเค็มสูงถึง 35 ppt และเมื่อลูกกุ้งโตขึ้นก็จะเติมน้ำจืดไปเรื่อยๆจน
ความเค็มลดลงเหลือเพียง 1 ppt ซึ่งก็เกือบจืดสนิทแล้ว (น้ำธรรมชาติมีความเค็มอยู่ในช่วง 0.1 ถึง 1 ppt แล้วแต่ว่าอยู่ไกลหรือใกล้ทะเล
เพียงใด) โดยในช่วงนี้กุ้งกุลาดำซึ่งเป็นกุ้งน้ำเค็มก็จะกลายสภาพเป็นกุ้งน้ำจืดโดยปริยาย

แต่อย่างไรก็ตาม ตอนสูบน้ำออกจากบ่อเพื่อให้บ่อแห้งและเอากุ้งไปจำหน่าย เขาจะไม่ทิ้งน้ำนั้นออกสู่สิ่งแวดล้อม แต่จะเอาน้ำนั้นเข้า
บ่อบำบัดฟอกน้ำให้สะอาด แล้วเอากลับมาใช้เลี้ยงลูกกุ้งใหม่ในรอบการเลี้ยงครั้งต่อไป แต่เมื่อน้ำช่วงนี้มันจืดแล้ว จึงต้องมีการเติมเกลือ
หรือน้ำเค็มเข้าไปอีกจนได้ 5 ppt เหมือนในการเลี้ยงตอนแรกของรอบการเลี้ยงแรก

คือ ต้องมีการเติมความเค็มเข้าไปในบ่ออยู่อีกทุกครั้งที่มีการเลี้ยงรอบต่อไป

คำถามคือ ถ้าเติมไปเรื่อยๆในลักษณะนี้สักวันน้ำก็จะเค็มเต็มบ่อหรือไม่(เพราะเกลือที่เติมไปมันหายไปไหนไม่ได้ เพราะระบบเป็นระบบปิด)
และจะเค็มมากจนเลี้ยงกุ้งต่อไปไม่ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ คนเลี้ยงกุ้งก็ต้องระบายน้ำออกแน่ๆ ระบบจึงไม่ใช่ระบบ 'ปิด' ดังอ้างอีก
ต่อไป ซึ่งก็จะผิดเงื่อนไขของการเลี้ยงที่กรมประมงได้วางเอาไว้

และเมื่อมีการระบายน้ำออกนอกบริเวณบ่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องเกิดขึ้นแน่ ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่จะ
บอกว่าไม่มีเลยนั้นคงไม่ใช่ แต่ถ้าน้ำไม่ได้เค็มมากขึ้น (ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบใหม่นี้) ก็ไม่ต้องระบายน้ำออก ระบบก็จะเป็นระบบปิด ปัญหา
นี้ก็หมดไป แต่จะไปมีปัญหาข้ออื่นๆตามมาดังนี้

ข้อสอง ระบบปิดปิดได้จริงหรือ : ข้อนี้เกี่ยวข้องกับข้อแรก เขตการเลี้ยงกุ้งมักเลี้ยงในพื้นที่ไกลชุมชน การลักลอบปล่อยน้ำเสีย/ น้ำเค็ม
ออกจากบ่อ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนนั้น ไม่มีทางที่ภาครัฐหรือภาคประชาชนก็ตามทีจะคุมได้ ต้องอาศัยความไว้เนื้อ เชื่อใจจากผู้เลี้ยง
กุ้งเพียงประการเดียว ซึ่งจะไว้ใจได้แค่ใดนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปยังคลางแคลงอยู่พอสมควร

ข้อสาม แผนที่กับของจริง : ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่น้ำจืดนี้ เขาไม่ได้ให้เลี้ยงที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่ต้องเลี้ยงในบริเวณที่มีดิน
'ใต้ดิน' เค็มอยู่เก่าก่อนแล้ว คือเป็นบริเวณที่เป็นทะเลเก่า มีตะกอนทะเลทับถมอยู่เดิม แม้ดินข้างบนจะเป็นดินจืดแต่ข้างล่างจะเป็นดินเค็ม
รัฐจึงจะกำหนดและขีดวงให้ว่าที่ใดเลี้ยงได้ ที่ใดทำไม่ได้ โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นคนขีดวง(อาจจะบนแผนที่) แต่ปัญหาคือ
ในภาคสนามหรือความเป็นจริงนั้นเราโดยเฉพาะชาวบ้านจะดูไม่ออกหรือได้ไม่ชัดว่า ตรงไหนแน่ที่ทำได้ ที่ไหนไม่ได้ ซึ่งถ้าตรงนี้ไม่ชัด
เวลาลงมือปฏิบัติจริงก็จะเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งระหว่างคนทำสวนทำนากับคนเลี้ยงกุ้งตามมาได้มากมาย

ข้อสี่ ประชาพิจารณ์ : ถ้าคำถามสามสี่ข้อข้างต้นนั้นตอบได้หมด ก็ยังมาติดที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดไว้ว่า ต่อไปนี้การใช้
ทรัพยากรของประเทศต้องให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจด้วย ซึ่งยังมองไม่เห็นทางอื่นนอกจากเอามาปรึกษา
หารือกันและทำเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้งทางเทคนิคและทางสังคม - เศรษฐกิจ - สิ่งแวดล้อม

ต่อเมื่อคำถามทั้งหมดนี้ตกลงกันได้แล้วโน่นแหละ จึงควรเอาเรื่องนี้เข้าไปให้กรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น
อะไรๆ ก็ตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อเข้าประชุมก็จะตกลงกันได้อย่างไม่น่ามีปัญหา

ระบบและขั้นตอนต่างๆของกระบวนการต่างๆ จึงควรเป็นอย่างที่ว่านี้ ปัญหาทั้งหมดจึงจะแก้ไขได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งวิธีการนี้อาจช้าหน่อย
ในตอนแรก แต่จะไร้ปัญหาและลงมือทำได้จริง ได้เร็ว ในตอนหลัง(ถ้าทำได้นะ)