วารสารผลิใบ สมัครสมาชิก ฉบับล่าสุด ฉบับย้อนหลัง

เ ก า ะ ช้ า ง

กระแสสีเขียว : กองบรรณาธิการ


หากมีการโหวตให้กับหัวข้อข่าวใหญ่ที่ปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
คงไม่มีข่าวใดได้คะแนนท่วมท้นเท่าข่าว "เกาะช้าง" เพราะทันทีที่ภาครัฐประกาศนโยบายพัฒนาเกาะช้าง
เพื่อส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งยังต้องการจัดให้เป็นเขตปกครองพิเศษอีกด้วย ทำให้หลายฝ่าย
จับตามองแนวทางการพัฒนาเกาะช้างว่าจะมีทิศทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือเป็นการทำลายต้นทุน
ทางธรรมชาติเหมือนเช่นที่เกิดกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทั้งหลาย

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างตั้งอยู่ใน จ.ตราด ประกอบด้วยเกาะช้าง ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก
เกาะภูเก็ต และมีเกาะใหญ่น้อยรายล้อมอีกกว่า 50 เกาะ เนื้อที่ประมาณร้อยละ 75 เป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ

เกาะช้างจัดได้ว่าเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ มีทั้งระบบนิเวศป่าบกและ
ในทะเล ได้แก่ ภูเขา ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำตก ปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน และหาดทราย รวมทั้งยังเป็นสถานที่
สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งยุทธนาวีระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ทำให้เกาะช้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมนต์เสน่ห์
ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งในเชิงธรรมชาติและเชิงประวัติศาสตร์

ข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2543 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกาะช้างทั้งสิ้น
384,733 คน เป็นนักท่องเที่ยวในประเทศ 307,905 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 76,828 คน

หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาดการณ์ว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาที่เกาะช้าง
จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน เพราะการเดินทางไปเกาะช้างสะดวกมากขึ้น มีถนนสี่เลนมุ่งหน้าตรง
มาจากกรุงเทพฯ มีท่าเรือเฟอร์รี่เปิดให้บริการ 3 แห่ง สามารถเดินทางข้ามไปเกาะช้างได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้รัฐบาล
ยังได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างทางรถไฟจากมาบตาพุดไปยังอ.คลองใหญ่ อีกทั้งสายการบินบางกอก
แอร์เวย์ก็มีโครงการก่อสร้างสนามบินพาณิชย์ที่ อ.เขาสมิง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ ปี 2546 - 2547

รัฐบาลจึงมีแนวทางที่จะพัฒนาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับเดียวกับภูเก็ต เพื่อหวังดึง
เงินตราจากต่างประเทศ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกาะช้างขึ้น มีอธิบดีกรมป่าไม้เป็นประธาน เพื่อ
วางแผนแม่บทในการพัฒนาและยกร่างกฎหมายให้เกาะช้างเป็นเขตปกครองพิเศษ ซึ่งมีกำหนดให้ดำเนินการ
แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2545 นี้ พร้อมทั้งทุ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 498 ล้านบาท
ในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 37 โครงการ โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 6 ส่วน ประกอบด้วยการพัฒนาเส้นทาง
คมนาคม การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การพัฒนาพื้นที่เกาะช้างใต้ การจัดหาแหล่งน้ำ การพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ และเพิ่มขีดความสามารถในการขยายตัวของห้องพักบนเกาะ

แนวคิดหลักในการพัฒนาเกาะช้าง และหมู่เกาะบริวาร 51 เกาะที่คณะกรรมการพัฒนาเกาะช้างอยากให้เป็นคือ
"หมู่เกาะแห่งสรวงสวรรค์วิมานธรรมชาติ" ซึ่งจะเน้นให้แต่ละเกาะมีจุดขายแตกต่างกัน ทั้งทางด้านความบันเทิง
นันทนาการ และการพักผ่อน จะมีการสร้างสนามกอล์ฟ และมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ แสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับ
สถาปัตยกรรมไทย เครื่องมือหาปลาพื้นบ้าน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะทำเกาะซาฟารีหรือสวนสัตว์ เปิดให้
นักท่องเที่ยวสามารถชมสัตว์ป่าได้จากรถยนต์ รวมทั้งมีการจัดทำเกาะพฤกษศาสตร์ สร้างศูนย์วิจัยอนุกรมวิธาน
ของพืช หอพรรณไม้ สวนสมุนไพร เป็นต้น

เพียงชั่วพริบตาเดียวหลังจากที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ในการพัฒนาเกาะช้าง การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เริ่ม
เกิดขึ้น นั่นคือ เริ่มมีนักลงทุนต่างถิ่นจำนวนมากแห่เข้าไปลงทุนเพื่อเดินหน้าโครงการต่างๆ โดยเริ่มต้นจับจองและ
กว้านซื้อที่ดิน เพื่อเตรียมก่อสร้างโรงแรมรีสอร์ท และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่งผลให้ที่ดินบนเกาะช้าง
มีราคาสูงมากกว่าเดิม ปัจจุบันราคาที่ดินบนเกาะช้างบริเวณริมทะเลมีราคาตั้งแต่ไร่ละ 3 ล้านบาท จนถึง 6 ล้านบาท
ส่วนที่ดินติดถนนมีราคาอยู่ที่ไร่ละ 1 ล้านถึง 5 ล้านบาท

แนวโน้มราคาที่ดินที่สูงกว่าเดิมเกือบร้อยละ 50 นี้ อาจส่งผลกระทบให้นักลงทุนรายย่อยหรือคนในท้องถิ่นที่มีเงินทุน
และประสบการณ์เชิงธุรกิจจำกัดไม่กล้าตัดสินใจลงทุน เมื่อเทียบกับนักลงทุนรายใหญ่จากภายนอก ประกอบกับ
คนท้องถิ่นที่มีที่ดินเป็นของตนเองจำนวนมากตัดสินใจขายที่ดินเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งแม้จะเป็นเม็ดเงิน
จำนวนไม่น้อยก็ตาม ก็น่าเป็นห่วงว่า มันคือผลตอบแทนในระยะเวลาสั้นหรือไม่ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วคนท้องถิ่น
เดิมบนเกาะช้างประกอบอาชีพเกษตรกรรมประเภทสวนยางพารา สวนผลไม้ และประมงเป็นหลัก มีเพียงร้อยละ
5-10 เท่านั้นที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเกาะช้าง
จึงน่าจะตกอยู่กับนักลงทุนภายนอกมากกว่าคนในท้องถิ่นเอง

ส่วนปัญหาที่เกิดกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีทั้งปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะ การรุกล้ำพื้นที่อุทยาน
แห่งชาติ และแม้แต่ปัญหาการก่อสร้างอาคารสถานที่รุกล้ำชายหาดและป่าชายเลน เป็นต้น ทั้งนี้ การจะควบคุม
ไม่ให้ปัญหาทั้งหลายขยายวงกว้างมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องควบคุมโดยใช้มาตราการทางกฎหมาย
อย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของการควบคุมสิ่งปลูกสร้างบนเกาะ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร
ปี 2534 และประกาศของกระทรวงมหาดไทยที่มีการบังคับใช้กับการก่อสร้างอาคารบนเกาะ

อย่างไรก็ดี ปัญหาการทำลายต้นทุนทางธรรมชาติยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการพัฒนา เช่น มีการ
ตัดถนนบางช่วงรอบเกาะรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่อุทยานฯ ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของ
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เนื่องจากเป็นการตัดขาดเส้นทางการอพยพเคลื่อนย้ายเพื่อหากินและผสมพันธุ์วางไข่ของ
สิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังเป็นการปิดกั้นระบบนิเวศทางทะเลออกจากระบบนิเวศทางบก

ขณะเดียวกันการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ 3 แห่ง และการสร้างถนน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยวสามารถ
นำรถยนต์ข้ามไปยังเกาะได้ง่ายมากขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบด้านมลภาวะทั้งทางอากาศและเสียงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

และแน่นอนว่า เมื่อปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ขยะและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ย่อมเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันปริมาณ
ขยะบนเกาะสูงถึง10 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต หากยังไม่มีการวางแผนการจัดการอย่างเหมาะสม
แม้ทุกวันนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะได้ติดตั้งเตาเผาขยะมูลฝอยบนเกาะ 2 แห่ง แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ
อย่างจริงจังมากนัก เพราะติดขัดเรื่องงบประมาณค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ ปะการังกำลังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมาจากเรือของ
โรงแรมและรีสอร์ทต่างๆ ทิ้งสมอเรือในแนวเขตปะการังอย่างไม่ระมัดระวัง

น่าติดตามต่อไปว่า แผนงานการพัฒนาเกาะช้างจะออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถประสานแนวทางการพัฒนา
ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ได้หรือไม่