อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


สารคดี
เมืองเอย...เมืองน่าอยู่
พจนีย์ สุทธิรัตน์ และกองบรรณาธิการผลิใบ เรียบเรียง/ภาพ

การพัฒนาเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปีในช่วงอายุของคนเรามีโอกาสได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเมืองอย่างต่อเนื่อง เพียงเพราะเหตุผลเพื่อรองรับการขยายตัวของ ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ เพียงเพื่อต้องการมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีแหล่งงาน แหล่งการศึกษา ตลอดจนแหล่งทำมาหากินต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์มากกว่าการใช้ชีวิตอยู่ในชนบท

เมืองทำหน้าที่รองรับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่เข้ามาอยู่อาศัยด้วยจุดประสงค์แตกต่างกัน เมืองจึงจำต้องรองรับผลพวงจากการเพิ่มขึ้นของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของการจัดสรรพื้นที่ ปัญหาด้านการคมนาคม การสาธารณสุข การศึกษา แหล่งงาน ปัญหาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ปัญหาการเกิดอาชญากรรม และแม้กระทั่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

เราคงไม่อาจหยุดยั้งกระแสความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาได้ ตราบใดที่ความต้องการของคนเรายังไม่จบสิ้น แต่ประเด็นสำคัญคือ ทำอย่างไรที่เราในทุกภาคส่วนของสังคมจะผนึกกำลังร่วมกันในการพลิกฟื้นจิตวิญญาณของ "เมืองน่าอยู่" ให้เกิดขึ้นท้าทายกระแสของกาลเวลาได้อย่างแท้จริง

รากฐานแนวคิดเพื่อเมืองน่าอยู่

แผนปฏิบัติการ 21 เปรียบเสมือนเป็นแผนแม่บทปฏิบัติการระดับโลก ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่วิถีของการพัฒนาอย่างยั่งยืน สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการ 21 นั้นได้มีการเสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่มอาชีพในสังคม ผสานร่วมกันกับเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาเมือง มุ่งเน้นให้ ท้องถิ่นมีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิด "แผนปฏิบัติการท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำหรับศตวรรษที่ 21 (Local Agenda 21)"

"องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เป็นจริงได้ เนื่องจากเป็นองค์กรที่อยู่ในระดับฐานรากของสังคม มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด สามารถรับรู้ปัญหา ข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงการแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นได้ดีกว่าหน่วยงานภายนอก โดยพื้นฐานเริ่มแรกของการเกิดองค์การปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งก็คือ การกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางให้กับประชาชนส่วนล่างเข้ามามีบทบาทในการดูแลเมืองท้องถิ่นของตน
ตัวอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทต่อการผลักดันนโยบายสู่เมืองน่าอยู่ในประเทศซีกโลกตะวันตกที่น่าศึกษาเป็นแบบอย่าง ได้แก่ เมืองพอร์ตแลนด์ (Portland) รัฐ ออริกอน (Oregon) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนเมืองหนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการวางแผนระบบการใช้ที่ดินในระดับรัฐ คือ แผนพัฒนาการใช้ที่ดินปี 1973 และ แผนพัฒนา Metro Region 2040 (เป็นแผนปฏิบัติครอบคลุมพื้นที่สองรัฐคือ ออริกอนและวอชิงตัน) ทั้งสองแผนพัฒนาเป็นคู่มือในการพิจารณาวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดิน การจำกัดการเติบโตของชุมชน ระบบการคมนาคม และวิสัยทัศน์การวางผังเมืองโดยรวมในอนาคต โดยการวางแผนพัฒนาเป็นการวางแผนร่วมกันระหว่างประชาชนและรัฐบาลท้องถิ่นคือ นายกเทศมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยกับเมืองน่าอยู่

ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้เริ่มให้อำนาจแก่ท้องถิ่น ในการปฏิบัติหน้าที่รองรับภารกิจด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองเอาไว้ในกฎหมายหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เป็นต้น ประเทศไทยในฐานะประเทศร่วมลงนามแผนปฏิบัติการ 21 จึงต้องนำกลไกของกฎหมายที่มีอยู่เดิมนี้มาดำเนินการตามแผนปฎิบัติการดังกล่าว รวมทั้งเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ก็มุ่งสู่การทำให้เมืองน่าอยู่หรือชุมชนน่าอยู่ นโยบายเมืองน่าอยู่จึงถือเป็นนโยบายของการพัฒนาระดับประเทศ
ทั้งนี้ กลไกที่เป็นจุดแข็งขององค์กรบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กลไกทางด้านผังเมือง ซึ่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นของท้องที่วางและจัดวางผังเมืองของท้องถิ่นได้ โดยเจ้าพนักงานจะต้องควบคุมการใช้ที่ดินของชุมชนให้เป็นไปตามผังเมืองที่วางไว้ การวางผังเมืองจึงเป็นกรอบในการพัฒนาเมือง เป็นกลไกทางด้านการจัดการลักษณะทางกายภาพของเมือง อันประกอบด้วย การจัดการควบคุมอาคาร ที่ดิน การจัดวางระบบสาธารณูปโภค สิ่งบริการต่างๆ ของเมือง ซึ่งสามารถรองรับต่อจำนวนประชากรและกิจกรรมใช้สอยพื้นที่ในเมืองได้อย่างเพียงพอ กลไกของแผนพัฒนา ควรเป็นแม่แบบของแผนปฏิบัติที่ตรงกับประเด็นปัญหาและความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น กลไกด้านการเงินการคลัง เป็นงบประมาณท้องถิ่นที่รัฐบาลกระจายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารตนเอง ซึ่งสามารถนำมาใช้พัฒนาเมืองได้ นอกจากนี้ยังมี กลไกทางด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่เชื่อมโยงกับกลไกอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยประโยชน์ในส่วนนี้องค์กรท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อควบคุมจัดการสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นได้

เทศบาลเมืองน่าอยู่

เทศบาลถือได้ว่าเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบและจัดบริการขั้นพื้นฐานเพื่อให้บริการแก่ประชาชน รวมทั้งยังมีหน้าที่ในการจัดการและรักษาสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นให้มีสภาพเป็นเมือง น่าอยู่
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดทำโครงการรณรงค์เทศบาลเมืองน่าอยู่ขึ้นในปีพ.ศ.2544 - พ.ศ.2545 โดยมีเป้าหมายเพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เทศบาลทั่วประเทศและเมืองพัทยา ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน ได้เกิดความตระหนักและมีความตื่นตัวในการมุ่งมั่นพัฒนาเทศบาลของตนเองให้เป็น "เมืองน่าอยู่" ตามเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น โดยใช้แนวทางการบริหารจัดการเมืองแบบชุมชนมีส่วนร่วม และดำเนินการตามหลักการธรรมาภิบาล รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการสร้างเวทีประชาคมที่แสดงถึงพลังแห่งการมีส่วนร่วมจากทุกกลุ่มในสังคม
ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้บริหารท้องถิ่นเทศบาลได้นำแนวคิดและวิธีการปฏิบัติในการสร้างเมืองน่าอยู่ไปประยุกต์และจัดสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมกับท้องถิ่นของตนเอง โดยเน้นให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองน่าอยู่ตามวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตนเอง ย่อมก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มีการรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น อันจะเป็นพื้นฐานของการสร้างเมืองน่าอยู่ที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนที่แท้จริงได้
ปัจจุบันเทศบาลหลายแห่งเกิดความตื่นตัวในการนำแนวคิดการสร้างเมืองน่าอยู่ไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดผลในทางปฏิบัติระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น

  • เทศบาลเมืองภูเก็ต เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว ปัญหาสำคัญที่เมืองต้องเผชิญคือ ปัญหาขยะ เทศบาลภูเก็ตจึงได้ให้ความสำคัญกับการจัดสร้างระบบการจัดการขยะมูลฝอย สร้างโรงคัดแยกมูลฝอย และเตาเผากำจัดขยะติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังเน้นการศึกษาปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลอง และขุมน้ำสาธารณะทั้ง 16 แห่งของเทศบาลเมืองภูเก็ต ควบคู่ไปการสร้างเครือข่ายชุมชนสีเขียว และการจัดค่ายความรู้สำหรับเยาวชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสืบสานงานด้านสิ่งแวดล้อม
  • เทศบาลนครพิษณุโลก แผนปฏิบัติการเมืองน่าอยู่มุ่งเน้นการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นรูปธรรมในโครงการจัดการขยะมูลฝอยแบบผสมผสาน โดยมีการจัดตั้งศูนย์จำกัดขยะรวมในจังหวัดพิษณุโลก โดยขั้นตอนการดำเนินงานมีการจัดการติดตามประเมินผลต้นทุนการจัดการขยะมูลฝอย นำขยะรีไซเคิลมาแยกจากขยะอินทรีย์ที่จะนำมาหมักเป็นปุ๋ย และรวบรวมขยะมีพิษ ขยะอันตรายและขยะจากโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบ ในโครงการนี้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งสถาบันการศึกษาเอกชน ในการวางแผนระหว่างหน่วยงานภาครัฐท้องถิ่น ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค
  • เทศบาลนครตรัง มุ่งเน้นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชุมชน
    ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรมการแสดง เช่น หนังตะลุง มโนราห์ หรือวัฒนธรรมอาหาร ตลอดจนประเพณีการไหว้เจ้า ถือศีลกินเจ อันเป็นประเพณีโบราณที่สืบสานกันมาแต่บรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างปอดสีเขียวกลางในเมือง เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนอีกด้วย
  • เทศบาลเมืองน่าน แผนงานเมืองน่าอยู่ของเทศบาลเมืองน่านคือ การสนับสนุนให้ชุมชนสามารถ
    ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ โดยสนับสนุนให้เกิดกลุ่มกรรมการที่มีความเข้มแข็ง มีอิสระในการบริหาร คณะกรรมการมาจากการเลือกตั้ง เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน ผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ในการวางผังเมืองทางกายภาพได้ปรับภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณ "ใจเมืองเก่าน่าน" หรือ "ข่วงเมือง" สำหรับนำเสนอ เมืองน่านเมืองศิลปวัฒนธรรมสู่มรดกโลก และปรับปรุงภูมิทัศน์ริมน้ำน่านเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • เทศบาลนครนนทบุรี มีการกำหนดเป้าหมายในการสร้างเมืองน่าอยู่อย่างเป็นรูปธรรม คือ การลด
    ปริมาณมูลฝอยลงให้ได้ 20 % ในปีพ.ศ.2546 ลดปริมาณน้ำเสีย 30 % และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 5 % โดยการทำงานในแต่ละโครงการมุ่งเน้นความสำคัญและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น การให้ความรู้แก่ประชาชนในทุกกลุ่มในสังคมให้มีความเข้าใจในการจัดการขยะมูลฝอย ส่งเสริมให้ประชาชนมีการคัดแยกขยะก่อนทิ้งให้เทศบาลเก็บขนไปกำจัด การจัดตั้งศูนย์แปรสภาพขยะมูลฝอย เป็นต้น
    นอกจากนี้ ยังมีเทศบาลต่างๆ อีกกว่า 10 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยให้เป็นเทศบาลน่าอยู่ ตามโครงการประกวดเทศบาลเมืองน่าอยู่ ปีพ.ศ.2544 - 2545 ได้แก่ เทศบาลตำบลแพรกษา เทศบาลตำบลลำนารายณ์ เทศบาลตำบลทับคล้อ เทศบาลตำบลปราณบุรี เทศบาลตำบลอุโมงค์ เทศบาลตำบลด่านขุนทด เทศบาลตำบลเรณูนคร เทศบาลตำบลชนแดน เทศบาลตำบลกลางเวียง เทศบาลตำบลปรางค์กู่ ซึ่งทั้งหมดถือได้ว่าเป็นเทศบาลที่ให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการผลักดันแนวคิดการสร้างเมืองน่าอยู่ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ

กิจกรรมสาธารณะและวิถีประชา

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า การทำเมืองให้น่าอยู่นั้นไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็น หน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ปัจจุบันมีชุมชนหลายแห่งรวมตัวกันสร้างสรรค์กิจกรรมสาธารณะ เพื่อเป็นเวทีแสดงความเคลื่อนไหวในการระดมความคิดเพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเมืองและชุมชนของตนเอง โดยประชาชนที่เข้าร่วมต่างมีความตระหนักต่อปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของตน ดังเช่น สงขลาฟอรั่มและชมรมครอบครัวเดียวกัน องค์กรประชาชนสงขลาฟอรั่ม ได้จัดกิจกรรมสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งเน้นศึกษาเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและพัฒนาทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ ลักษณะของกิจกรรมก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างคนเมืองกับคนชนบท เช่น การจัดนิเวศทัศนา ศึกษาระบบนิเวศและวิถีชีวิตริมคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตน้ำประปาหล่อเลี้ยงคนสงขลา หรือการจัดเทศกาลการเรียนรู้เรื่อง "สงขลาเมืองน่าอยู่" หรือกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับภาครัฐ เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางการจัดทำถนนสายวัฒนธรรมเกาะยอ เชื่อมโยงวิถีชีวิตและแหล่งอาชีพได้ในขณะเดียวกัน
ปัจจุบันแม้ว่า "เมืองน่าอยู่" จะยังเป็นเพียงการวางรากฐานลงตอกเสาเข็ม และยังไม่ใช่เมืองที่เสร็จสวยงามอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากต้องใช้เวลาและการผนวกรวมของความตั้งใจจริงจากหลายฝ่าย เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยง ไม่ใช่ปัญหาของบุคคลเพียงคนเดียวดังคำกล่าวที่ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องใช้การเชื่อมโยงจากหน่วยเล็กๆ ไปจนถึงองค์กรระดับใหญ่ เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างเป็นระบบ หากเป็นเช่นนั้น "เมืองน่าอยู่" ก็ไม่ใช่เมืองที่มีอยู่แต่เพียงในอุดมคติเท่านั้น

อย่างไรจึงเรียกว่า "เมืองน่าอยู่"

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้วางกรอบแนวคิดในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ไว้ว่า "เป็นกระบวนการพัฒนาที่เป็นองค์รวม ยึดคนเป็นศูนย์กลาง อาศัยความเข็มแข็งของชุมนเป็นรากฐานในการพัฒนา มุ่งให้เกิดความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบวินัย มีเศรษฐกิจฐานรากเข็มแข็ง มีระบบบริหารที่ดี วิถีชีวิตที่ดี มีความสุข และที่สำคัญการทำเมืองและชุมชนให้น่าอยู่ต้องอาศัยพลังการมีส่วนร่วมจากทุกส่วนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุข" ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ

ประการแรกการมี สภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชากร ซึ่งสภาพแวดล้อมที่ดีนี้นอกจากจะหมายถึงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อย่างแม่น้ำลำคลองที่ใสสะอาด อากาศปราศจากมลภาวะ บ้านเมืองมีการจัดวางผังเมืองที่ดีแล้ว ยังหมายรวมครอบคลุมถึงความสะดวกในการด้านสาธารณูปโภคเช่นไฟฟ้า ประปา การคมนาคม การติดต่อสื่อสาร ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้จะนำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่แข็งแรง ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมือง

ประการที่สอง การพัฒนาจะต้องสอดคล้องและวางอยู่บนรากฐานของ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นชุดความรู้ที่สั่งสมมาในแต่ละท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาทางด้านการแพทย์โบราณ ตำราสมุนไพร ศิลปหัตถกรรม เป็นต้น ดังนั้นไม่ว่าการพัฒนาจะเดินรุดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความทันสมัยและความเปลี่ยนแปลงปานใด แต่ก็ต้องเป็นการพัฒนาที่มองไปข้างหน้าสู่โลกอนาคตและมองย้อนกลับหลังสู่คุณค่าของรากเหง้าทางวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ การพัฒนาจึงเป็นความยั่งยืน สมดุลของ "โลกใหม่" ที่ประสานกับ "โลกเก่า" อย่างลงตัวและไม่หลงทิศทาง

ประการที่สาม ระบบเศรษฐกิจเข้มแข็ง ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ต้องเริ่มต้นจากฐานรากคือ ชุมชน ซึ่งระบบเศรษฐกิจของชุมชนจะอิงอยู่กับทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองเป็นทรัพยากรทั้งแรงงานฝีมือ ภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น และวัตถุดิบที่หาง่ายจากธรรมชาติ นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ จากนั้นมีการสร้างองค์กรชุมชนเพื่อร่วมกันบริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดรายได้จากการจ้างงานคนในชุมชน และสามารถสร้างเครือข่ายร่วมมือกับธุรกิจชุมชนกลุ่มอื่น ในด้านการแลกเปลี่ยนสินค้า วัตถุดิบ และการแลกเปลี่ยนความรู้ของแต่ละท้องถิ่น

ประการสุดท้ายคือ มีระบบการบริหารจัดการที่ดี อันเกิดจากการร่วมมือกันในการบริหารจัดการขององค์กรปกครองท้องถิ่นภาครัฐกับประชาชน ในการกำหนดทิศทางพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน

บันไดสู่ความสำเร็จ...หนทางสู่การพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยงานระดับนโยบายของประเทศที่มีบทบาทในการประสานและส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในสังคม เพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างสอดคล้องตามกรอบยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ได้สรุปแนวทางการขยายผลและปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จในการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ดังนี้

  • การดำเนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการจัดการจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในทุกระดับชั้น ทั้งประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน ราชการ ประชาสังคม เข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อให้แนวคิดแปรสู่การปฏิบัติจริง
  • การพัฒนาเพื่อความเป็นเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น การมองไปสู่อนาคตข้างหน้า เพื่อแสวงหาแนวทางตั้งรับ พร้อมทั้งการให้ความสำคัญกับรอยประสบการณ์ที่ผ่านมา จะทำให้ทุกภาคส่วนในสังคมออกเดินไปสู่หนทางของการพัฒนาได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญและระดม "ทุน" ที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรม ทุนที่เป็นเงิน ทุนทางความคิด ความรู้ ทั้งหมดคือเครื่องมือในการทำงาน หากนำมาประยุกต์และปรับใช้อย่างคิดเป็นทำเป็น จะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการได้
  • การผสมผสานระหว่างพลังความคิดและกำลังแรงงานเข้าด้วยกัน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินการเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
  • การพัฒนาในแต่ละพื้นที่ ต้องปรับแนวคิดให้ผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ เจ้าของเมือง หรือเจ้าของชุมชนนั้นๆ มีบทบาทหลัก เป็นทั้งผู้คิดและผู้ทำ ดำเนินการบนฐานขององค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ แต่ละเมือง แต่ละชุมชน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ
  • การมีผู้นำทุกระดับที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำธรรมชาติ แกนนำชุมชนท้องถิ่น ที่มีจิตสำนึกสาธารณะ มีวิสัยทัศน์ เปิดใจกว้างทำงานต่อเนื่อง มีความตั้งใจจริง ยืดหยุ่น ยุติธรรม มีการบริหารจัดการที่ดีซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินงานเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
  • การมีและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบุคลากรที่มีคุณค่าในท้องถิ่นชุมชน จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ โดยสนับสนุนให้เชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากวิทยากรกระบวนการ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการเกษียณที่เป็นคลังสมองในท้องถิ่นชุมนเพื่อมีบทบาทและช่วยสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่และขยายผลได้เร็วขึ้น

เอกสารประกอบการเรียบเรียง
จำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์. การพัฒนากลไกและปัจจัยเพื่อเมืองน่าอยู่...บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วารสารเทศบาลเมืองน่าอยู่ ปี 2544 -2545, หน้า 22 - 25.

ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมือง . เมืองยั่งยืน แนวคิดและประสบการณ์ของตะวันตก .สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2545.

ฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อม สมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย. เทศบาลเมืองน่าอยู่ ปี 2544-2545.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ตัวอย่างการดำเนินงานพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ของหน่วยงานองค์กรส่วนกลาง, มีนาคม 2546.