อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


รากแก้วเล่าเรื่อง
บทเรียนภาคประชาชน
ปรับผัง...แลเมืองให้ยั่งยืน
เจริญรัตน์ ศรนุวัตร เรื่อง/ภาพ

"ยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่" กลายเป็นวาทกรรมร้อนที่อยู่ในความสนใจของสังคม ข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่างผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด บางคนว่าดี แต่บางคนยังฉงนสนเท่ห์อยู่ในความคิดของตนเอง ถึงที่สุดแล้วยังไม่มีใครบอกได้ว่า หน้าตาของเมืองน่าอยู่จะออกมาเป็นอย่างไร ที่สำคัญบทบาทของประชาชนจะอยู่ตรงไหน เพราะการทำเมืองน่าอยู่คงไม่ใช่หน้าที่ของใครเพียงลำพัง แต่ทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้นต้องมีบทบาทหน้าที่ร่วมกัน ดังนั้น ก่อนที่เราจะมองอนาคตกันต่อไป ผลิใบขอย้อนรอยไปกับบางเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นกับ "ชุมชนเพชรคลองจั่น"

สมชาย นิลสาคร ในฐานะประธานกรรมการชุมชน พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นบทเรียน หรือข้อพิจารณาประกอบในยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่ที่ยั่งยืนได้บ้าง

อยากขอทราบที่มาของชุมชนเพชรคลองจั่น และปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญครับ

ชุมชนของเราอยู่ติดคลองวัดพิชัย อยู่กันมานานตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย เรียกได้ว่าลงหลักปักฐานกันมาตั้งแต่พื้นที่แถวนี้ยังเป็นหัวไร่ปลายนา เมื่อวันเวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มเข้ามาอยู่มากขึ้นจนกลายเป็นความแออัด ตอนนั้นยังต่างคนต่างอยู่ต่างทำมาหากินกันไป จนมาในปี พ.ศ. 2536 ชุมชนเริ่มประสบปัญหาจากหน่วยงานรัฐที่เข้ามาไล่รื้อ เขาว่าชุมชนเราสร้างกีดขวางทางน้ำ ทางชุมชนจึงได้หันเข้ามาพูดคุยกัน และได้เกิดการขอทำกลุ่มออมทรัพย์ก่อนจะได้มีทุนในการโยกย้ายได้ เราทำกลุ่มออมทรัพย์ได้ระยะเวลาหนึ่ง คือไม่ถึงปีกลุ่มได้ประสบปัญหาหลายๆ ด้าน และต้องล้มไปในที่สุด จากนั้นมาชุมชนก็อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หน่วยงานรัฐเองก็มาไล่รื้ออยู่บ่อยๆ บางคนกลัวย้ายหนีไปบ้างก็มี

ในระหว่างที่มีการไล่รื้อ ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อร่วมกันหาทางออกหรือช่วยกันแก้ไขอย่างไรบ้างครับ

การรวมตัวกันในตอนนั้นยังไม่มีความเข้มแข็งนัก คือเป็นภาวะวิกฤตทางจิตใจมากกว่า เพราะชาวบ้านยังขาดความเชื่อมั่น คือไม่รู้จะถูกไล่เมื่อไรเจ้าหน้าที่ได้มาข่มขู่อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งมาในปี พ.ศ.2539 ได้มีเหตุการณ์การใช้กำลังเข้าทำการรื้อถอนบ้านของชาวบ้านถึง 3 หลัง สร้างความไม่พอใจอย่างมากและมีการกระทบกระทั่งกันพอสมควร คณะแกนนำชุมชนจึงคิดและเริ่มชักชวนชาวบ้านให้หันมาปรับขยับบ้านกันเอง เพราะเราคิดว่าถ้าชุมชนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ หน่วยงานรัฐอาจจะหันมาฟังเรามากขึ้น จากนั้นคณะแกนนำจึงได้เข้ายื่นข้อเสนอต่างๆต่อผู้ว่าฯ ในสมัยนั้น โดยมีข้อหลักว่า หน่วยงานรัฐต้องหยุดไล่รื้ออย่างเด็ดขาด ห้ามดำเนินคดีกับแกนนำและชาวบ้าน ให้ทำการตั้งชุมชนอย่างถูกต้องตามระเบียบ และขอชุมชนเป็นผู้ทำการพัฒนาตนเอง ซึ่ง กทม. ได้ให้เรากลับไปทำนำร่องมาก่อน

การปรับขยับบ้านกว่า 30 หลังขึ้นจากคลองไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ในขณะที่ชาวบ้านเองยังไม่มีความเชื่อมั่น ตรงนี้คณะแกนนำทำอย่างไร

ยุทธศาสตร์ของเราอยู่ที่การปรับขยับบ้านขึ้นจากคลอง โดยเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่า ถ้าเราไม่ทำอะไร เราตายแน่ ตัวอย่างก็มีให้เห็นจากบ้าน 3 หลังที่ถูกรื้อไปก่อนหน้านั้น มีคนเห็นด้วยบ้างแต่ยังเป็นจำนวนน้อย พวกเราจึงตกลงกันว่าถ้ามีคนน้อยก็ให้เริ่มไปจากน้อยๆ โดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่พร้อมกับเรี่ยรายเงินมาช่วยกัน หลังจากนั้นเราจึงลงมือปลูกสร้างบ้านต้นแบบตามแปลนที่ได้คิดไว้ เมื่อชาวบ้านเห็นและเริ่มเข้าใจอะไรๆได้มากขึ้น การดำเนินงานในระยะที่สองจึงตามมา

เมื่อชุมชนได้ปรับขยับบ้านเรียบร้อยแล้ว ชุมชนมีแผนดำเนินงานต่ออย่างไรอีกครับ

การปรับขยับบ้านไม่ได้ทำครั้งเดียวเสร็จ แต่เราค่อยๆทำกันไปเพราะเรามีทุนน้อย แต่พอเราทำไปได้ระดับหนึ่งองค์กรภายนอกต่างก็เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเรา ทำให้เรามีงบประมาณจัดสรรแบ่งปันกันจำนวนหนึ่ง โดยแบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับซื้อวัสดุอุปกรณ์มาสมทบ ส่วนแรงงานจะเป็นการช่วยกันภายในชุมชนทำให้ประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ลงไปได้ ในขณะที่พวกเราทำเรื่องบ้าน เราจะทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย คือมีการทำทางเดินในชุมชน ทำสวนหย่อมริมคลอง วางท่อและระบบบำบัดน้ำเสียจากครัวเรือน วางระบบบำบัดน้ำเสียรวม และฟื้นฟูสภาพน้ำในลำคลอง

จากระยะเวลาที่ผ่านมา ชุมชนต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ อยากขอให้ช่วยถอดบทเรียนที่ได้จากการเรียนรู้ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นๆ ที่อาจจะกำลังประสบปัญหาใกล้เคียงกันครับ

ยอมรับว่าอุปสรรคนั้นมีมากเหลือเกิน แต่จะขอพูดเฉพาะเรื่องหลักๆ สัก 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ การมีส่วนร่วม ตอนแรกมีคนร่วมมือกับเราน้อยมาก ขวางลำก็มี แต่เราไม่ท้อ ใช้ลูกตื้อ เข้าไปคุยบ่อยๆ คุยกับลูกหลานของเขาบ้างแล้วก็ให้ลูกหลานเขาไปคุยให้ฟัง หรือแม้แต่ให้นักศึกษามาช่วยอาสาอยู่ในชุมชนก็มี สรุปคือเรื่องการมีส่วนร่วมนี้ต้องใช้เวลา ต้องอาศัยความเข้าใจ และถ้ามีรูปธรรมให้เขาเห็นยิ่งเป็นการดี เรื่องต่อไปคือ งบประมาณ เราใช้การเรี่ยรายกันในชุมชน แล้วขยับเป็นทอดผ้าป่าในระดับเครือข่ายซึ่งได้เพื่อนจากชุมชนอื่นมาช่วยหลายชุมชน และมาถึงงบประมาณที่ได้รับจากองค์กรภายนอก พวกเราคิดว่า ปัญหางบประมาณอยู่ที่การนำไปใช้ ไม่ใช่จำนวน เพราะถ้าเรามีน้อย เราก็ทำแต่น้อย แต่ถ้าเรามีมากเราจะต้องใช้อย่างคุ้มค่าและให้เกิดประโยชน์สูงสุด สุดท้ายคือเรื่อง หน่วยงานรัฐ ที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับเรา ส่วนใหญ่เรามักมองกันคนละมุม คิดกันคนละด้าน จึงเกิดเป็นช่องว่างตามมา อย่างเรื่องที่เรากำลังทำอยู่บางหน่วยงานเขาไม่ยอมรับ ไม่ขัดขวางแต่ก็ไม่ส่งเสริม ตรงนี้เราอยากทำความเข้าใจร่วมกันว่า ประชาชนพร้อมจะมีส่วนร่วมเสมอ แต่การมีส่วนร่วมนั้นต้องมีสิทธิและเสียงของเราอยู่ด้วย

ชุมชนเห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมอย่างไร

พวกเราให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก เพราะเราอยากให้ชาวบ้านรู้สึกเป็นเจ้าของ รู้สึกหวงแหน และเต็มใจที่จะทำการพัฒนาไปกับเรา ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชุมชนทุกคนมีสิทธิร่วมในการตัดสินใจ

ชุมชนคือฐานรากของเมือง หากชุมชนน่าอยู่ เมืองก็น่าอยู่ด้วย มีความคิดเห็นอย่างไรกับแนวคิดนี้บ้างครับ

ผมไม่แน่ใจในเรื่องเมืองน่าอยู่ คือผมไม่รู้ว่าเมืองน่าอยู่ในความหมายของแต่ละคนจะเหมือนกันหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่ามีบางความคิดที่คิดว่าเมืองน่าอยู่ต้องไม่มีสลัม ไม่มีชุมชนแออัด ผมเคยพาชาวบ้านไปดูผลที่เกิดขึ้น หลังจากที่มีการโยกย้ายสลัมออกไปนอกเมือง และทุกคนที่ไปก็พบว่า ที่ฉลองกรุงกับที่ที่เป็นแฟลตอยู่แถวหนองจอก มีสภาพปัญหาไม่ต่างกันเท่าไร ชาวคลองเตยที่โยกย้ายไปอยู่ที่นั่นต้องทนอยู่ไปวันๆ เพราะไม่มีที่จะอยู่ คนที่ซื้อแฟลตอยู่ ถ้าเป็นชั้นล่างเขากำหนดให้เป็นร้านขายของ และต้องซื้อถึง 2 ห้อง ในขณะที่การสัญจรเข้าออกโครงการ จะมีรถตู้วิ่งรับส่งเพียงเที่ยวเดียวตอนตี 5 ครึ่งถ้าพลาดแล้วพลาดเลย อีกโครงการหนึ่งเป็นที่ดินเปล่า ให้ปลูกกันเอง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเงินค่าโยกย้ายที่ได้รับมาก็หมดไปกับการวางมัดจำที่ให้กับการเคหะฯ แล้ว สุดท้ายก็สร้างได้แค่ที่พักชั่วคราว เรื่องน้ำ ไฟ และทะเบียนบ้านไม่ต้องห่วงเพราะมีปัญหาทุกราย ใครที่เคยค้าขายมีรายได้ดีหน่อย ไปอยู่ที่นั่นหมดหนทางทำมาหากินทันที การสัญจรก็มีมอเตอร์ไซต์ไป 25 บาทกลับอีก 25 บาท จะเดินก็ไม่ไหวเพราะทางเข้าเปลี่ยวมากและแถมไกลอีกต่างหาก ผู้หญิงและเด็กสาวๆที่ต้องใช้เส้นทางยามค่ำคืนจะต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนที่เราได้พบเห็นมา ถามว่าทำไมเมืองน่าอยู่ต้องโยกย้ายสลัมออกไป ทำไมไม่ให้พวกเขาลองพัฒนาอยู่บนที่ดินเดิม ก็ไม่รู้ว่าความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าการย้ายสลัมไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะวันหนึ่งเมื่อคนเหล่านั้นหมดหนทาง พวกเขาก็จะกลับมาดิ้นรนในเมืองกันอีก ผมจึงมองว่า เมืองน่าอยู่คือเมืองที่มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข คุณภาพชีวิตของคนสลัมได้รับการยกระดับให้ดีขึ้น และนี่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

ท้ายนี้อยากให้ฝากข้อคิดไว้สักเล็กน้อยครับ

สิ่งแรกที่อยากบอกกับสังคมคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดจากชุมชนทั้งหมด ถ้าเป็นไปได้รัฐกับชุมชนน่าจะพบกันครึ่งทาง การพัฒนาจะได้ดีกว่านี้ ส่วนเรื่องที่สาธารณะ อยากให้มองว่าหน้าที่ในการดูแลนั้นไม่ใช่ของรัฐฝ่ายเดียว ประชาชนก็มีสิทธิและหน้าที่เช่นกัน เราเป็นคนหนึ่งในสังคมย่อมจะทำหน้าที่ดูแลสังคมนี้ได้เหมือนกัน คิดว่าหน่วยงานรัฐน่าจะมองจุดนี้บ้าง

"ยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่" จะเดินไปสู่เป้าหมายได้จริงหรือไม่ สิ่งสำคัญที่ควรทำให้เกิดขึ้นคือ การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้า เพราะคนเหล่านี้เป็นคนส่วนใหญ่ของเมือง เมืองที่เจริญและน่าอยู่จึงน่าจะเป็นเมืองของทุกคน ทุกชนชั้น เป็นเมืองที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ หาใช่มีเพียงแต่วัตถุสูงตระหง่านเทียมฟ้า และสรรพสิ่งที่จัดวางโดยนักออกแบบเท่านั้น

 

เพชรคลองจั่น...บทพิสูจน์พลังประชาชน

"เพชรคลองจั่น" ชุมชนซึ่งได้ลงหลักปักฐานบนที่ดินราว 1 ไร่เศษ เต็มไปด้วยบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย สภาพความแออัดไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ในการจัดวาง รวมทั้งความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้ชื่อว่า "สลัม" ทุกวันผู้คนต่างแยกย้ายกันทำมาหากินเลี้ยงปากท้อง บางคนรับจ้าง บางคนค้าขาย รายได้ที่หามาเฉลี่ยได้ 3-6 พันบาทต่อเดือน เมื่อต้องหักค่าใช้จ่ายในแต่ละวันทั้งค่าน้ำ ค่าไฟและบริการทางสังคมอื่นๆ จึงเหลือเงินเป็นเบี้ยใต้ถุนร้านไม่กี่บาท สุดท้ายต้องกู้หนี้ยืมสินกันมาโปะหน้าให้ถึงหลัง ไม่เช่นนั้นชีวิตและวิญญาณคงยากที่จะอยู่ในสังคมมหานครแห่งนี้ได้

ราวปี พ.ศ. 2536 ชุมชนเพชรคลองจั่นถูกกล่าวหาจากหน่วยงานรัฐว่าบุกรุกที่สาธารณะและปลูกบ้านรุกล้ำคลองวัดพิชัย เป็นสาเหตุให้ลำคลองตื้นเขินและเกิดน้ำเน่าเสีย ครึ่งหนึ่งของบ้านเรือนจำนวน 60 หลังคาเรือนต้องถูกรื้อย้ายออกจากแนวคลองในทันที สมชาย นิลสาคร ย้อนถึงความตั้งใจในเวลานั้นว่า "ตอนนั้นเราได้ขอเจรจาต่อรองกับหน่วยงานของรัฐ ว่าถ้ารื้อย้ายตอนนี้ เราตายแน่ เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน และก็ไม่มีเงินจะไปซื้อที่หรือปลูกบ้านเลย จึงขอกับหน่วยงานนั้นว่าทางชุมชนจะทำกลุ่มออมทรัพย์กันก่อนโดยใช้เวลาประมาณ ๕ ปี เมื่อมีเงินแล้วจึงจะขยับขยายกันเอง" แต่กลุ่มออมทรัพย์ได้ยุติลงเพราะต้องประสบปัญหาความไม่พร้อม ขาดประสบการณ์ ขาดความเชื่อมั่น และขาดการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 ริมคลองวัดพิชัยฝั่งตรงข้ามชุมชนได้มีการสร้างแฟลตที่อยู่อาศัยขึ้น เจ้าของโครงการได้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการไล่รื้อชุมชนขึ้นอีกครั้ง เพราะเกรงว่าสลัมจะมีผลกระทบกับโครงการ

การไล่รื้อยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ จวบจนปี พ.ศ. 2539 ได้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ สมชายเล่าว่า "เขาบอกว่าการไล่รื้อครั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พวกเราจึงรวมตัวกันและเจรจากับหน่วยงานรัฐว่า ชุมชนจะขอพัฒนาเอง แต่เขาไม่ยอม มีการรื้อบ้านของพวกเราไป 3 หลัง เลยเกิดการต่อต้านกันขึ้น"

จากปัญหาและความกดดันทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันและสามารถวางแนวทางการแก้ไขปัญหาของชุมชนขึ้นได้ แต่เรื่องไม่ง่ายนักเพราะชาวบ้านยังขาดความมั่นใจ เและต่างรู้ดีว่าชุมชนนั้นตั้งอยู่บนที่ดินสาธารณะ "ปีพ.ศ.2540 ทางกรุงเทพฯได้ประกาศมาตรการไล่รื้อชุมชนตามแนวคลองต่างๆ เพื่อจะปรับปรุงพื้นที่เหล่านั้นให้เป็นพื้นที่มีเขียวของเมือง ทำให้พวกเราต้องเร่งทำอะไรบางอย่าง จึงเกิดการยื่นข้อเรียกร้องต่อท่านผู้ว่าฯ ( ดร.พิจิตต รัตตกุล ) ในสมัยนั้นขึ้น คือ 1.ให้หยุดดำเนินการไล่รื้อเด็ดขาด 2. ห้ามดำเนินคดีกับชาวบ้าน 3. จัดตั้งชุมชนให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของกรุงเทพฯ และให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาคูคลองด้วย 4. ชุมชนจะขอทำการปรับปรุงพัฒนาอยู่ในที่ดินเดิม และจะขอเพิ่มเติมในเรื่องการทำพื้นที่สีเขียวในชุมชนด้วย ซึ่งข้อเรียกร้องต่างๆนั้นส่งผลให้ชุมชนเราเป็นชุมชนนำร่องในการพัฒนาชุมชนตามแนวคลองของกรุงเทพฯ ด้วย"

การปรับขยับบ้านเรือนให้พ้นจากแนวคลอง การปรับแต่งภูมิทัศน์และการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ถือเป็นงานหนักที่ชาวชุมชนเพชรคลองจั่นต้องร่วมมือกัน "เราเริ่มจากการหาที่มารังวัดกันก่อน จะทดลองนำร่องกัน 3 หลัง เฉลี่ยพื้นที่ประมาณ 20 ตารางเมตรต่อหลัง ส่วนเงินและแรงงานก็ช่วยกันในชุมชน" ลุงทองคูณ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญย้อนไปถึงตอนแรกที่ทำการปรับขยับบ้านขึ้นจากคลอง ความเชื่อมั่นและความร่วมไม้ร่วมมือทวีตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ทั้งหมดได้รับการจัดสรรกันใหม่คนซึ่งมีที่น้อยขยับได้มากขึ้น คนซึ่งมีที่มากได้รู้จักการแบ่งปัน คนเริ่มคุยกันมากขึ้น กลุ่มออมทรัพย์ฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง น้ำในคลองไม่ดำเหมือนแต่ก่อน ขยะในน้ำไม่มีเพราะทุกคนช่วยกันดูแล ขยะในบ้านทุกคนทิ้งลงในถังก่อนนำออกไปจากชุมชน การวางระบบสาธารณูปโภคเป็นการจัดการโดยชุมชน น้ำทิ้งจากครัวเรือนไหลลงท่อใหญ่เพื่อพักรวมและรับการบำบัดก่อนปล่อยทิ้งสู่ลำคลอง พื้นที่ริมคลองถูกกันไว้ให้ต้นไม้และสนามหญ้าได้งอกงาม

ระยะเวลากว่า 6 ปี เพชรคลองจั่นได้พิสูจน์ตนเองเพียงเพื่อขออาศัยอยู่บนผืนดินถิ่นเดิมเท่านั้น ใช่ปรารถนาความเก่งกล้าท้าทายอำนาจรัฐ สังคมคงจะดีขึ้นกว่านี้ถ้าหลายคนได้คุยกันมากขึ้น และหลายคนพร้อมยอมรับว่าเส้นทางหนึ่งๆต้องมีคนหลายคนเดินไปด้วยกัน เมืองอาจเห็นสลัมเป็นก้อนเนื้อร้ายที่คอยกัดกินตัวให้เสื่อมโทรม แต่ความจริงสลัมกลับเป็นเพียงชุมชนซึ่งมีบทบาทเป็นฐานรากของเมือง และกำลังทำหน้าที่พยุงให้เมืองนั้นหยัดยืนยิ่งใหญ่อยู่ได้ "รัฐบอกว่ามันมีสลัม เราเลยจะทำให้มันไม่มีสลัม เพื่อให้ชุมชนอื่นๆเห็นและร่วมกันทำไม่ให้มันเป็นสลัม ตอนนี้เราคิดแต่ว่า จะทำอย่างไรให้เขายอมรับว่า เราอยู่ได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ทำยังไงให้เขาไม่เห็นเราเป็นสลัม เราพยายามยกระดับ ปรับปรุงด้วยทุนรอนอันน้อยนิด มันเป็นสำนึกของคนจนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดความรู้สึกว่า ตัวเองมีส่วนร่วมในการที่จะพัฒนาเมืองได้" ถ้อยคำง่ายๆ แต่ชัดเจนเหล่านี้กลั่นออกมาจากความรู้สึกของตัวแทนชุมชนเพชรคลองจั่นนาม สมชาย นิลสาคร