อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


รายงานภาคสนาม

หมอ...ต้นไม้
ข้าวเปลือก...เล่าเรื่อง


หลายคนคงรู้ดีว่า ต้นมะขามขนาดใหญ่ที่เรียงรายอยู่รอบท้องสนามหลวงนั้นเป็นต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี หากทุกอย่างเป็นไปตามกลไกธรรมชาติโดยที่ "คน" ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆ ต้นมะขามก็จะเสื่อมโทรมและล้มไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกับต้นไม้เก่าแก่โบราณอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน ทว่าก่อนที่วาระของธรรมชาติจะมาถึง พวกเรารู้หรือไม่ว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ผ่านรอยประสบการณ์ของวันวารกำลัง "ป่วย" บางต้นล้มลงหรือไม่ก็ยืนต้นตายก่อนถึงเวลาอันควร

ในธรรมชาติมีแมลงและแบคทีเรียบางชนิดเป็นตัวการที่ทำให้ต้นไม้เกิดโรค คือมีรูหรือช่องโพรงขนาดเล็กและใหญ่ตามลำต้น หากปล่อยทิ้งไว้นานวันความตายก็จะมาเยือนและพรากต้นไม้เหล่านั้นไปจากเรา

"รูหรือช่องโพรงจะเป็นที่อยู่อาศัยอย่างดีของพวกแมลง ปลวก และมด พวกมันจะกินเนื้อไม้ภายในหรือไม่ก็นำเศษขยุยไม้เหล่านั้นมาสร้างเป็นวิมานชั้นเลิศ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เชื้อโรคจะแทรกซึมเข้าไปในลำต้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว" นอกจากนี้การตัดฟันหรือการฉีกขาดของกิ่งก้านก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อด้วยเช่นกัน กลุ่มคนทำงานที่คลุกคลีกับการรักษาอาการป่วยของต้นไม้บอกเล่าข้อมูลผ่าน "ผลิใบ"

พวกเขาเป็นใครกัน และมีความเกี่ยวข้องกับต้นไม้เก่าแก่โบราณอย่างไร อะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขามารับหน้าที่นี้ ประตูสวนสราญรมย์ได้เปิดออกเพื่อให้เราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ "หมอต้นไม้" มากขึ้น

โดยธรรมชาติแล้วเรามักคิดว่า ต้นไม้ย่อมปรับตัวของมันได้เองเมื่อ "เจ็บป่วย" แต่หมอต้นไม้ไม่คิดเช่นนั้น พวกเขาบอกว่า ไม่ใช่ทุกต้นที่ปรับตัวได้ ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบอื่นๆ อีก "ต้นไม้ไม่ต่างจากคน เมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายจะทรุดโทรม หากใครมีภูมิต้านทานดี การฟื้นตัวก็ดีกว่าคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ คนป่วยต้องการหมอ เพราะหมอช่วยรักษาดูแล และฟื้นฟูเขาให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิม" "หมอต้นไม้" ก็เช่นกัน พวกเขาคอยดูแลรักษาอาการป่วยและฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่กำลังคุกคามต้นไม้อยู่ ด้วยวิธีการรักษาที่เข้าใจธรรมชาติของต้นไม้และที่มาของการเกิดโรค ช่วยให้ต้นไม้ฟื้นตัวหายจากอาการป่วยได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว วิธีการดังกล่าวเรียกว่า "การศัลยกรรมต้นไม้"

ภารกิจของหมอต้นไม้เริ่มต้นด้วยการออกสำรวจต้นไม้ ซึ่งจะเน้นไปที่ต้นไม้ขนาดใหญ่และมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป นั่นเป็นเพราะว่าขนาดและอายุที่มากขึ้นจะมีโอกาสเกิดโรคและติดเชื้อได้ง่ายกว่าต้นไม้ที่มีอายุไม่มากนัก เมื่อสำรวจพบว่าต้นไม้กำลังเป็นแผลตามลำต้น หมอต้นไม้ต้องรีบตรวจดูว่า เนื้อไม้ยังมีความสมบูรณ์เหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาจากขนาดและรูปร่างของแผล ทั้งต้องดูว่ามีสิ่งมีชีวิตจำพวกแมลงอาศัยอยู่ภายในหรือไม่ รายละเอียดเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่หมอต้นไม้ใช้สำหรับวางแผนกำหนดขั้นตอนการรักษาต่อไป

"ลักษณะของแผลที่รักษาได้ง่ายควรมีขนาดไม่เกิน 80 % เมื่อเทียบกับลำต้น" จากประสบการณ์ทำให้หมอต้นไม้รู้ว่าแผลลักษณะไหน ควรจะใช้วิธีการหรือขั้นตอนรักษาอย่างไร วิธีการเปิดแผลจะทำได้หลังจากที่มีการตัดแต่งเรือนยอดออกแล้ว เพราะเรือนยอดที่หนาและมีน้ำหนักมาก เมื่อมีลมพัดจะโยกคลอน เป็นผลให้แผลที่ศัลยกรรมไว้บิดเบี้ยวเสียรูปทรง ปูนที่ปิดแผลอยู่ก็อาจจะเกิดรอยแตกร้าวได้

"ปกติต้นไม้จะปรับตัว โดยม้วนขอบแผลทั้งสองข้างเข้าด้านในคล้ายกับเรากำมือแล้วบิดข้อมือเข้าหาตัว การปรับตัวลักษณะนี้เป็นการสร้างกล้ามเนื้อที่ขอบแผลให้แข็งแรง ไม่ใช่การเชื่อมเนื้อเยื่อเข้าหากัน"

ในขั้นตอนการเปิดปากแผล หมอต้นไม้ต้องใช้ความชำนาญพอสมควร เพราะต้องระวังไม่ให้ "เนื้อเป็น" ซึ่งหมายถึงเนื้อเยื่อที่มีเส้นใย สด และมีสีเขียวหรือน้ำตาลอ่อนๆ ได้รับความกระทบกระเทือนบอบช้ำในขณะที่ทำการขูดหรือปาดเอา "เนื้อตาย" ซึ่งก็คือเนื้อที่ผุกร่อน แห้งและไม่มีน้ำเลี้ยงออกจากช่องแผล การเปิดปากแผลต้องใช้ความประณีต อุปกรณ์ที่ใช้ก็มี สิ่ว ค้อน และขวาน เป็นเครื่องมือในการตกแต่งขอบแผลทั้งสองข้าง โดยที่แผลจะต้องเอียงเข้าเป็นมุมประมาณ 45 องศาด้วย เพราะเนื้อไม้จะเดิน (งอก, เติบโต, ฟื้นตัว) จากด้านในไล่ออกมา

หมอต้นไม้แนะนำว่าจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นเข้าไปในแผล เพื่อให้แมลงที่อยู่ข้างในตายหรือหนีออกมา ซึ่งยาจะไม่มีผลกระทบกับแผลหรือลำต้น หลังจากทิ้งแผลไว้ประมาณ 1 วัน เพื่อให้ฤทธิ์และกลิ่นของยาเบาบางลง ขั้นตอนถัดไปคือการใช้ ยาเร่งเนื้อเยื่อ (ยา Sandofan Paste) ทาที่ขอบแผลให้ทั่วบริเวณเนื้อเป็น จากนั้นขึงลวดตาข่ายลงไปในแผล โดยวัดระยะความลึกระหว่างลวดตาข่ายกับขอบนอกของแผลให้เหลือไว้ประมาณ 1 นิ้วมือ "การขึงลวดตาข่ายทำได้ไม่ยาก คือขึงลงไปให้เต็มแล้วเย็บขอบด้วยตะปูตัวเล็กๆ แต่ถ้าเป็นแผลที่มีขนาดใหญ่ เราต้องใช้เหล็กดามให้เป็นโครงไว้ด้วย" ขั้นตอนสุดท้ายคือการโบกปูน (ซีเมนต์) ปิดปากแผล ปาดให้เรียบโค้งเข้ารูป พร้อมแต่งขอบให้สนิทเป็นเนื้อเดียวกับขอบแผล เมื่อปูนแห้งก็ทาสีให้กลมกลืนไม่ขัดกับสายตา ไม่นานนักเนื้อเป็นจะเดินเข้าหากันโดยมีปูนเป็นสะพาน ดังนั้นหากปูนที่โบกไว้มีความโค้งหรืออยู่สูงกว่าเนื้อเป็น ก็จะเกิดการบีบตัวซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปูนแตกร้าวได้

"จากประสบการณ์ของพวกเรา พบว่าปูนมีคุณสมบัติที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับโฟมโพลียูรีเทน คือ ปูนจะแห้งช้า สามารถตกแต่งได้ง่าย ในขณะที่โฟมฯ สะดวกเวลาอัดฉีด แต่อัตราการขยายและแข็งตัวที่รวดเร็ว ทำให้การตกแต่งขอบและรูปร่างของแผลเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่า" นอกจากนี้ มด ปลวกและแมลงต่างๆ สามารถเจาะผ่านโฟมฯ เข้าไปในต้นไม้ได้ง่ายกว่า ทำให้เสียเวลาไปโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร

กิตติเดช จิ๋วสวัสดิ์ หัวหน้าสวนสราญรมย์ในปัจจุบัน เติมเต็มเรื่องราวของหมอต้นไม้ด้วยการย้อนกลับไปปีพ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นช่วงการทำงานครั้งแรกของกลุ่ม "เราเริ่มรวมตัวกันขึ้น เพราะเห็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่รอบๆวังสวนจิตรลดา ซึ่งคงความร่มรื่นและมีความเก่าแก่โบราณ จึงเกิดความรู้สึกว่าน่าจะมีวิธีการบำรุงรักษาให้ต้นไม้เหล่านั้นอยู่ได้นานๆ" คำบอกเล่าเพียงสั้นๆ ของหัวหน้ากิตติเดช ทำให้เราเห็นมุมที่เพิ่มขึ้นว่าการทำงานของหมอต้นไม้เกิดขึ้นบนฐานของความรักที่มีต่อต้นไม้ รวมถึงความเอาใจใส่ที่มีต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว หมอต้นไม้จึงเป็นกลุ่มคนที่อาสาเข้ามาทำงานกับโครงการศัลยกรรมต้นไม้ โดยเริ่มต้นลงมือรักษาต้นไม้ครั้งแรกที่ท้องสนามหลวง ผลงานและความสำเร็จจากการศัลยกรรมต้นมะขามครั้งนั้น ทำให้กรุงเทพมหานครซึ่งตรงกับสมัยผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุลได้ขยายผลโครงการโดยเปลี่ยนชื่อเป็น "โครงการหมอต้นไม้" เพื่อส่งเสริมให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ต่อมาปี พ.ศ. 2540 หมอต้นไม้จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลและทำศัลยกรรมต้นไม้ในบริเวณท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินใน สวนลุมพินี สวนสราญรมย์ และ รอบวังสวนจิตรลดา เป็นต้น

บทบาทหน้าที่ของหมอต้นไม้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความรับผิดชอบดังกล่าว พวกเขายังมีหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมให้กับหน่วยงานและผู้สนใจทั่วไป การอบรมมีทั้งภายในและภายนอกสถานที่ ขึ้นอยู่กับการประสานจากหน่วยงานนั้น หรือเมื่อถึงรอบกำหนดระยะเวลาการอบรมตามโครงการที่หมอต้นไม้จัดทำขึ้น "พวกเราจัดอบรมให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ ขั้นตอนการอบรมก็ไม่ยุ่งยาก คือ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย เรียนรู้ทฤษฎี ดูสาธิต และลองปฏิบัติ" หมอต้นไม้เชื่อว่า ผู้ที่ผ่านการอบรมจะมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันถึงแม้ว่าหมอต้นไม้มีกันอยู่ 9 คน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ย่อท้อต่อภาระหน้าที่ของตนเอง ทั้งที่มีหน้าที่บางอย่างเพิ่มเข้ามา เช่น การออกติดตามสำรวจผลงานในสถานที่ต่างๆ ต้องจัดอบรมทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ช่วยรับผิดชอบดูแลต้นไม้ในสถานที่สำคัญ เช่น พื้นที่ในความดูแลของกรมศิลปากร วัด และโรงเรียนบางแห่ง

อย่างไรก็ดี แม้ต้นไม้จะดูแลและปรับสภาพตัวเองได้ แต่ในสภาวะแวดล้อมอย่างกรุงเทพมหานคร อาจไม่ใช่สิ่งที่เอื้อต่อความอยู่รอดของต้นไม้ที่กำลังประสบชะตากรรม หมอต้นไม้คงได้แต่เยียวยาและดูแลพื้นที่สีเขียวอันเป็นเสมือนปอดของกรุงเทพฯ ให้คงอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง การกระทำของพวกเขาอาจเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า หรือไร้ความหมายในความรู้สึกของผู้คนได้เท่ากัน ทว่าหากเปรียบหมอต้นไม้เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ได้บ่มเพาะลงไว้ในผืนดิน ไม่นานเมล็ดพันธุ์นั้นจะงอกงาม แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มเงาปกคลุมให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดินผืนนี้ได้อีกนานเท่านาน

ขอขอบคุณคณะหมอต้นไม้ ที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ มาสู่กันและกัน
ที่ทำการ : สวนสราญรมย์ เขตพระราชวัง กรุงเทพฯ …โทรศัพท์ 0-2221-0195