อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


แขนงความคิด
รู้แล้ว...ต้องทำ
ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ / เรื่อง
กองบรรณาธิการ / ภาพ

ถามจริงๆ เถอะว่า ถึงแม้ครูจะไม่สอนกันในโรงเรียน เราก็ถึงกับจะไม่รู้กันเชียวหรือว่า การทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางนั้นมันไม่ดี หรือการปล่อยน้ำเสียลงคลองนั้นมันไม่สมควร หรือการขับรถหรือแม้กระทั่งนั่งไปในรถที่คนอื่นขับนั้น มันทำให้อากาศเสีย อากาศเป็นพิษ

ใครไม่รู้จริงๆ ให้ยกมือขึ้น

เดาได้เลยว่าไม่มีใครยกมือ หรือถ้ามีคนยกจริงๆ ก็ต้องถามใจคนยกมือนั้นต่อไปว่าจริงใจหรือเปล่า

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องหญ้าปากคอก หรือของกล้วยๆ ใครๆ ก็รู้ เพราะเป็นเรื่องของสามัญสำนึก เป็นเรื่องของรู้จักดีรู้จักชั่ว เป็นเรื่องของการใช้ความคิดพื้นฐาน ก็สามารถเข้าใจได้แล้ว

สิ่งที่น่าจะคุยกันต่อไปมากกว่า คือ รู้แล้วทำไมยังทำ ถ้ารู้ว่ามันไม่ดี เช่น ทำไมยังทิ้งขยะเรี่ยราด ทำไมยังทิ้งขยะทิ้งของเสียลงน้ำ ทำไมยังขับรถควันดำ ทำไม ทำไม และทำไมอีกหลายทำไม

ทำไมอีกทำไมหนึ่งที่น่าจะถกกันต่อ เพราะเป็นการยกระดับไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือ ทำไมไม่ทำ ถ้ารู้ว่ามันดี เช่น ทำไมไม่ช่วยกันเก็บขยะตามอุทยานที่คนอื่นๆ ทิ้งเอาไว้ก่อน ทำไมไม่เดินหรือขี่จักรยานไปซื้อของปากซอยแทนการขับรถไป ทำไมไม่พยายามลดการกินขนมใส่ถุงก๊อบแก๊บ(แบบว่าเป็นขยะไง) ทำไมไม่ใช้ปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมี ทำไม ทำไม และทำไมอีกหลายทำไม

การที่จะตอบคำถามนี้ได้ก็คือต้องลงมือทำ และทำจริงๆ

เรื่องนี้ผมเขียนขึ้นขณะอยู่ที่กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และได้ไปเข้าห้องส้วมของเขา จึงได้แง่มุมที่จะมาเขียนเล่าให้ฟังเป็นตัวอย่าง ว่าการลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นมันไม่ยากอย่างที่คิด

ส่วนที่ยากคือ การตัดสินใจที่จะลงมือทำ มากกว่าการทำงานนั้นจริงๆ อย่างที่นักวิ่งเพื่อสุขภาพเขาพูดกันว่าไอ้การวิ่งทุกวันๆนี่มันเบื่อเหมือนกันนา แต่ละเช้าๆกว่าจะขุดตัวเองให้ตื่นออกไปวิ่งได้นี่ ส่วนที่ยากที่สุดก็คือ ตอนกัดฟันลุกจากที่นอนนั่นแหละ แต่พอออกไปวิ่งแล้วเครื่องติดก็จะวิ่งได้ปร๋อ

คือ งี้

คนกรุงไม่ว่าในประเทศไหนเวลาเข้าส้วม เขาจะมีถังเก็บน้ำไว้ชักโครก ไม่เหมือนคนในชนบทที่มักจะใช้ขันตักน้ำราดเอา ซึ่งถ้าถ่ายเบาก็ราดแค่ขันสองขัน แต่ถ้าถ่ายหนักก็ราดมากขึ้นเป็นสามขันห้าขัน แล้วแต่สถานการณ์ เรียกว่ามีการปรับปริมาณการใช้น้ำราดส้วมได้ตามความต้องการและความเหมาะสม

แต่โถส้วมคนเมืองมันไม่อย่างนั้น กดชักโครกทีก็ใช้น้ำหมดถังเลย จะถ่ายหนักถ่ายเบาตัวถังไม่รับรู้เรื่องด้วย ถ้ากดมาก็ปล่อยน้ำล้างส้วมจนหมดถังแล้วนั่นแหละจึงจะหยุด จากนั้นจึงจะปล่อยน้ำเข้าถังไว้สำหรับชักโครกครั้งต่อไป

คนออสเตรเลียเขารู้ แล้วเขาทำ คือเขารู้ว่าในการถ่ายเบา ใช้น้ำน้อยๆ ก็พอ แต่ถ้าถ่ายหนักก็ต้องใช้น้ำมากขึ้น รู้ได้งี้ก็ไม่เห็นยาก ทำปุ่มไว้สองปุ่ม ปุ่มสำหรับถ่ายเบา กดแล้วใช้น้ำแค่ครึ่งถัง แต่ถ้ากดอีกปุ่มจะใช้น้ำหมดถังเลย จึงเอาไว้ใช้สำหรับกรณีถ่ายหนักโดยเฉพาะ

เห็นไหมครับว่าไม่ยากเลย

มันยากตรงที่รู้แล้วก็ยังปล่อยไปตามเคย ไม่ได้ลงมือคิด ลงมือทำเพื่อจะแก้ปัญหา ปัญหามันก็จะอยู่ไปอย่างนั้น ไปอีกนานเท่านาน จนกว่าจะมีคนมาลงมือทำ และแก้ปัญหามันจริงๆ

ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมเคยเห็นโถส้วมแบบนี้ที่นิวซีแลนด์ ที่ยุโรปบางประเทศมาเป็นเวลาสิบปีมาแล้ว

และผมมั่นใจว่าคนในวงการอุตสาหกรรมหรือโรงงานผลิตโถส้วมทั้งหลายในประเทศเราก็ต้องรู้เรื่องแบบนี้ด้วย

เพียงแต่มาติดตรงที่ผมพูดไว้นั่นแหละว่า รู้แล้วว่าไม่ดี ยังทำ และรู้แล้วว่าดีแต่ไม่ทำ

คราวนี้ก็มาถึงพวกเรา

อยากให้พวกเราลงมือทำ ถ้ารู้ว่าทำแล้วแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเราได้ ไม่ต้องเอาอะไรมาก แค่เลิกเอาถุงพลาสติกจากร้านขายของ แต่ใช้วิธีถือของที่ซื้อกลับบ้านแทน หรือใช้วิธีหิ้วปิ่นโตไปซื้อกับข้าว หรือเดินหรือขี่จักรยานไปจ่ายตลาดแทนซิ่งมอ'ไซค์ไป หรือชักน้ำเข้านาแต่พอควร ไม่ดึงน้ำมามากไป ซึ่งนอกจากจะใช้น้ำสิ้นเปลืองไปแล้ว ยังทำให้คนท้ายน้ำเขาเดือดร้อนด้วย ฯลฯ

แค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเราเป็นคนรักและรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว

ถามว่าเรื่องพวกนี้ไม่รู้มาก่อนหรือ คิดว่าก็คงรู้อยู่หรอก แต่รู้แล้วทำไมยังไม่ทำ

ก็นั่นนะสิ รู้แล้วทำไมยังไม่ทำ

เรามาเริ่มต้นที่ตัวเราเอง และเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่ดีไหมครับ