อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


รากแก้วเล่าเรื่อง
ผืนดินอิ่มอุ่นอย่างพอเพียงกับ
ทองสุข พิมพ์สาร
เจริญรัตน์ ศรนุวัตร เรื่อง / ภาพ

"ทฤษฎีใหม่" ตามแนวพระราชทาน ได้รับการน้อมนำใส่เกล้าเหล่าพสกนิกรชาวไทยอย่างยังหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงชีพที่อาศัยทำกินบนที่ดินเพียงเล็กน้อยของตน ซึ่งอาจดูไม่ใหญ่โตหรือนำมาวัดค่าทางเศรษฐกิจแบบการค้าเหมือนเคยเป็นมาได้ แต่ก็เป็นการตอกย้ำให้เราชาวไทยหันกลับมาทบทวนและทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจการค้านั้นอยู่กับเรามานานจนลืมไปเลยว่า อีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจที่คุ้นเคยกันมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย เป็นอีกเสี้ยววิถีชีวิตโดยแท้ของคนไทย และเราต่างก็รู้จักกันดีในนาม "เศรษฐกิจพอเพียง"

"ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเองและครอบครัว อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก" พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ทรงพระราชทานแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ทำให้ภาพของเศรษฐกิจพอเพียงมีความคมชัดมากยิ่งขึ้น และทฤษฎีใหม่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อยังความเข้มแข็งมั่นคงในวิถีชีวิตให้กลับคืนมาได้อย่างลงตัวกับยุคสมัย แต่อยู่บนปรัชญาแห่งความพอเพียง

ทองสุข พิมพ์สาร และครอบครัว มีบ้านและที่ดินทำกินติดกับพื้นที่โครงการสาธิตทฤษฎีใหม่แห่งแรก ซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี และเมื่อย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของชีวิต เขาพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นลูกชาวนา และเป็นชาวสระบุรีโดยกำเนิด

แต่เดิม ก่อนจะตัดสินใจปฏิบัติตามแนวทางทฤษฎีใหม่ มีแนวทางการเพาะปลูกอย่างไรครับ

ผมทำนาตั้งแต่เล็กจนโต แต่ก็เคยรับจ้างทำงานต่างถิ่นบ้าง การทำนาสมัยนั้นจะทำตามอย่างกัน ไม่มีความรู้อะไรมากเหมือนสมัยนี้ พ่อแม่หรือใครเขาทำกันอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น นานวันเข้าผืนดินก็เริ่มเสื่อมสภาพ ปุ๋ยเคมี หรือแม้แต่ยาฆ่าแมลงได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการเพาะปลูก พอเก็บเกี่ยวเสร็จเราก็ใช้วิธีเผาตอซังข้าว แล้วก็ทำการไถหว่านกันใหม่ ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงว่าดินจะเสื่อมลงอย่างไร ที่สำคัญเราเห็นว่าใครๆ เขาก็ใช้วิธีการเผากันทั้งนั้นไม่เสียเวลา รวดเร็ว และไม่เปลืองแรงงาน

เมื่อดินเสื่อมสภาพ ข้าวก็ไม่โต มีการแก้ไขหรือจัดการอย่างไร

ยังใช้ปุ๋ยเคมีเหมือนเดิม เขาโฆษณาว่าอะไรดีก็นำมาทดลองใช้ ในที่สุดพอขายข้าวได้ก็หมดไปกับการซื้อปุ๋ยซื้อยา หมุนเวียนอย่างนี้ไปตลอด หากเงินไม่พอก็ใช้การกู้ยืม กู้มาก็ทำ ทำเสร็จขายได้ก็ใช้หนี้

นอกจากเรื่องดินแล้วพื้นที่นี้ยังมีปัญหาอื่นอีกหรือไม่ครับ

ที่ชัดเจนก็เป็นเรื่องน้ำ คือจะมีแค่ช่วงฤดูฝน พอหมดฝนน้ำก็เริ่มน้อย ปัญหาในการทำนาจึงตามมา เพราะทำนาต้องใช้น้ำขัง ใช้น้ำมาก และไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่มีทุนขุดบ่อและชลประทานก็ยังไม่มี จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

การทำนาที่ไม่ค่อยได้ผลทำให้ต้องหันหน้าเข้าหาแนวทางทฤษฎีใหม่หรืออย่างไร

ก็ไม่เชิงนะ คือเมื่อเราทำนาได้น้อยลง ประกอบกับทำแต่ลำพังในครอบครัว ก็เลยทำบ้างหยุดบ้าง ผืนนาที่เคยเผาก็ปล่อยทิ้งให้รกร้าง ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 2 - 3 ปี จึงสังเกตเห็นว่าสภาพดินเริ่มฟื้นตัว เราเลยเริ่มเข้าใจว่าซังข้าวและวัชพืชที่ปล่อยทิ้งไว้พอนานวันเข้าก็กลายเป็นปุ๋ยบำรุงผืนนาของเราเอง ตั้งแต่นั้นก็เลยเลิกเผาเป็นต้นมา

ถึงตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะพัฒนาสู่การทำเกษตรกรรมตามวิถีธรรมชาติได้

จะว่าเป็นเกษตรธรรมชาติก็ยังไม่ใช่ เพราะยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่ แต่ยาฆ่าแมลงเลิกใช้แล้วโดยหันมาใช้สารสกัดสะเดา และตะไคร้หอมแทน ซึ่งก็ได้ผลดี แต่ก็ตั้งใจว่าในรอบใหม่จะเลิกใช้ปุ๋ยเคมี แล้วหันใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแทน ส่วนปุ๋ยน้ำชีวภาพจะรออีกระยะหนึ่งเพราะกำลังศึกษากระบวนการทำอยู่

แล้วเริ่มนำแนวคิดทฤษฎีใหม่มาใช้ในที่ดินของตนได้อย่างไร

เริ่มจากการเป็นคนงานในโครงการทฤษฎีใหม่ ทำไปก็เรียนรู้ไป จากการปฏิบัติบ้าง สอบถามเจ้าหน้าที่บ้าง พอเรามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น เห็นความสำเร็จของโครงการ แล้วเห็นว่าพืชผลที่เกิดขึ้นสามารถขายได้หมุนเวียนตลอดปี เลยกลับมาคิดถึงที่ดินของตนเอง เพราะเราก็มีที่ดินอยู่แต่ไม่ทำประโยชน์เต็มที่ ทั้งยังอยู่ติดกับโครงการเสียด้วย ซึ่งความคิดในตอนนั้นก็คือ หากเราทำก็น่าจะขายได้เหมือนกัน

ทำตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ทุกขั้นตอนหรือไม่

ไม่ครบหรอกครับ คือเราทำแค่ในเรื่องนา เพื่อเก็บข้าวไว้กินเอง แล้วก็ทำเรื่องของการขุดสระ กับปลูกพืชผลสลับไม้ดอกและสมุนไพร ส่วนเรื่องเลี้ยงสัตว์เลี้ยงปลาไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความถนัดในเรื่องนี้ ซึ่งชาวบ้านละแวกนี้ต่างก็เลือกรับในสิ่งที่ตนถนัดไปทำเหมือนกัน คือคิดว่าเรื่องนี้น่าจะยืดหยุ่นกันได้

คุณลุงมีแนวทางจัดสรรการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไรครับ

เรามีที่ดินอยู่ 19 ไร่ แบ่ง 5 ไร่ปลูกข้าวไว้กินกันพอตลอดปี โดยปันข้าวส่วนหนึ่งไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ในปีต่อไป ที่เหลือก็แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับเพาะปลูกไม้ผล 6 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 1 ไร่ 2 งาน พื้นที่บ้านเรือนและแปลงปลูกพืชสวนครัว 1 ไร่ ถนนและคูน้ำ 2 ไร่ 2 งาน ที่เหลือเป็นสระน้ำ แท็งค์น้ำ และลานอเนกประสงค์ประมาณ 3 ไร่

หลังจากที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่แล้ว รายได้หรือผลตอบแทนของเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร

จะว่ารวยมันก็ไม่ถึงกับรวยหรือได้มากมายอะไรหรอก แต่เราก็มีผลผลิตหมุนเวียนสู่ตลาดตลอดทั้งปี เงินทองก็เริ่มเหลือเก็บไม่ขัดสน ไม่เดือดร้อนอะไร

อย่างนี้ถือเป็นความพอเพียงได้หรือไม่ครับ

ได้ และเราก็มองว่าเราสำเร็จในขั้นที่หนึ่งของทฤษฎีใหม่แล้ว ต่อไปก็จะทำในขั้นที่สองและสาม คือเมื่อเราพอเพียงแล้วเราก็จะนำผลผลิตไปขาย จากนั้นก็จะมีการรวมกลุ่มกันเองก่อนอาจจะในรูปสหกรณ์ก็ได้ ส่วนในขั้นที่สามจะเป็นการร่วมทุนกับภายนอกซึ่งอาจเป็นระหว่างกลุ่ม องค์กร หรือแหล่งทุนต่างๆ และเรากำลังสนใจตลาดอยู่ว่าพืชผลบางตัวมีราคาดี เราน่าจะปลูกเพิ่มโดยจะเลิกปลูกข้าว เพราะข้าวราคาก็ไม่เท่าไรเราซื้อเอาก็ได้

แล้วไม่เท่ากับเป็นการเดินกลับไปสู่วังวนการผลิตแบบเดิมหรอกหรือครับ คือหากไม่ปลูกข้าว แต่เลือกปลูกพืชผลบางชนิดจนมากเกินไป ไม่นานตลาดก็จะกดราคาเรา เพราะเกษตรกรยังไม่สามารถกำหนดตลาดได้เอง

ก็ถูก ความจริงพวกเราเองก็ยังขาดผู้ชี้แนะแนวทาง โดยมากจะคิดเองทำเอง เรื่องนี้คงต้องคิดดูใหม่ เพราะหากทำ อาจจะใช้วิธีการลดแปลงนาลง แล้วเพิ่มผลผลิตอื่นๆ ไว้รอบๆ แปลงแทน มันเป็นเรื่องอนาคตที่คงต้องรอดูและคิดอย่าง รอบคอบ ทฤษฎีใหม่กับชีวิตที่พอเพียงดูจะเป็นเรื่องเดียวกัน การที่ลุงและครอบครัวหันเข้าหาแนวทางนี้ก็เหมือนชีวิตได้เริ่มต้น ได้ออกบ้านใหม่ หากเราหลงออกไปเกินความพอดี เกินความพอเพียงก็เหมือนเราหาทางกลับบ้านไม่เจอ แล้วชีวิตจะเป็นสุขได้ยังไง

ถึงตรงนี้คงไม่ต้องยกบทสรุปใดๆ เพราะตามแนวคิดของ ทองสุข พิมพ์สาร ได้บ่งบอกอยู่ในทีแล้วว่า ความถูกผิดของทฤษฎีนั้นคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปรัชญาความคิดที่พอเพียงต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญและควรหยั่งรากลึกลงในใจของเรา ทฤษฎีใหม่ในที่นี้จึงไม่มีบทสรุปทิ้งไว้แต่อย่างใด แต่หากใครใคร่น้อมนำไปปฏิบัติ ก็ขอให้ตระหนักรู้ว่าทฤษฎีใหม่ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้กันเพียงชั่วขณะแล้วจะเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงได้ แต่ยังคงต้องเรียนรู้ต่อเนื่องไปอย่างไม่รู้จบ

สนใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดต่อได้ที่
เลขที่ 5 หมู่ที่ 3 บ้านมงคลชัย ต.เขาดินพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 18000 โทรศัพท์ 0-9082-3267