อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


สารคดีปก
ทฤษฎีใหม่
กำเนิดใหม่...ทฤษฎี
เจริญรัตน์ ศรนุวัตร
เรียบเรียง / ภาพ

เรื่องนี้เริ่มต้นที่จังหวัดสระบุรีเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นพระเจ้าแผ่นดินของเราทรงมีพระราชดำริว่า จะมีพื้นที่สักแห่งหนึ่งหรือไม่ ที่ทำความฝันของพระองค์ให้เป็นจริง ครั้นพอพระองค์ได้ทอดพระเนตรแผนที่จังหวัดสระบุรี ก็ปรากฏชื่อ วัดมงคล หรือวัดมงคลชัยพัฒนา ตามชื่อพระราชทานในปัจจุบัน วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งนาเสียส่วนใหญ่ มีต้นไม้ให้เห็นอยู่แถวหัวไร่ปลายนาเท่านั้น พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยที่ดินบริเวณดังกล่าวยิ่งนัก ถึงกับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และทรงมอบหมายให้ผู้แทนพระองค์ไปเจรจาซื้อหาที่ดินนั้นมา

เมื่อผู้แทนพระองค์ได้ไปพบกับชาวบ้านที่หมู่บ้านวัดใหม่มงคล ชาวบ้านเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน จู่ๆ ก็มาถามว่า ที่นี่มีที่จะขายหรือไม่ ทำให้งงไปเสียพักใหญ่ แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เชื้อเชิญผู้แทนพระองค์ขึ้นไปเจรจากันบนบ้าน ขณะนั้นผู้เป็นเจ้าของบ้านได้บอกเล่าแก่ผู้แทนพระองค์ถึงเรื่องที่มีคนฝันเห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาช่วยเหลือพวกเขา และในระหว่างกำลังสนทนากัน สายตาก็ได้เหลือบเห็นปฏิทินที่แขวนอยู่ จึงเกิดเอะใจว่า คนที่สนทนาอยู่ตรงหน้าเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่ข้างหลังพระเจ้าอยู่หัวในรูป ซึ่งในที่สุดจึงได้รู้ว่าคนที่เขาคุยด้วยนั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงให้มา

หลังจากได้ซื้อที่ดินจำนวน 15 ไร่ ในบริเวณดังกล่าวเรียบร้อย การดำเนินงานเพื่อสนองตามแนวพระราชดำริก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการขุดบ่อน้ำก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อเตรียมแหล่งน้ำสำหรับเพาะปลูกข้าว ผัก และไม้ยืนต้น โอกาสนี้หน่วยงานหลายแห่งต่างเข้ามาช่วย มีทั้งกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง โครงการนี้ใช้เงินมูลนิธิชัยพัฒนาส่วนหนึ่งและจากราชการอีกส่วนหนึ่งลงขันร่วมกันจนได้สระน้ำ หัวใจสำคัญของการเพาะปลูก

ครั้นต่อมาพระองค์ทรงขยายแนวคิดการดำเนินงานในที่ดินที่ซื้อเพิ่มมาอีก 30 ไร่ โดยพระราชทานหลักเบื้องต้นว่า "…แบ่งที่ดินเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่สำหรับปลูกข้าว อีกส่วนหนึ่งสำหรับปลูกพืชไร่ พืชสวน และก็มีที่สำหรับขุดสระน้ำ ดำเนินการไปแล้ว ทำอย่างธรรมดา อย่างชาวบ้าน ในที่สุดได้ข้าวและได้ผัก ขายข้าวกับผักนี่มีกำไร 2 หมื่นบาทต่อปี หมายความว่า โครงการนี้ใช้งานได้ เมื่อใช้งานได้ก็ขยายโครงการ โดยให้ทำที่อื่น…" (คัดลอกจากหนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาการเกษตรไทย, หน้า 404-405)

นอกจากนี้ พระองค์ทรงแนะนำให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งแห่ง เพื่อเสริมสระน้ำที่ขุดไว้เดิม ทั้งนี้ ทรงพระราชทานหลักคิดอีกด้วยว่า ที่ดินสำหรับสร้างอ่างเก็บน้ำนั้นจะต้องซื้อหาด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่การเวนคืนที่ดิน หรือเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อนำมาสร้างอ่างเก็บน้ำ

นับแต่นั้นมา วัดมงคล หรือในชื่อพระราชทานว่า "วัดมงคลชัยพัฒนา" จึงเป็นพื้นที่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก และการใช้ประโยชน์จากน้ำและดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการเกษตรตามแนวคิดพระราชทาน "ทฤษฎีใหม่" และได้พัฒนาเป็น ศูนย์พัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตราบเท่าทุกวันนี้

แก่นแกนทฤษฎีใหม่

พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงพระราชดำริให้ทำทฤษฎีใหม่ โดยเปรียบเทียบใช้ขนาดที่ดินเฉลี่ยของราษฎรหนึ่งครอบครัว ที่มีที่ดินอยู่ประมาณ 10 - 15 ไร่ นั่นเท่ากับทรงเน้นให้เห็นว่า คนที่มีที่ดินน้อยก็สามารถทำได้

ทรงให้แบ่งที่ดินนั้นออกเป็น 3 ส่วน ให้ได้ร้อยละ 30 - 60 -10 โดยที่ดินร้อยละ 30 ใช้ขุดเป็นสระน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก น้ำในสระอย่าให้น้อยกว่า 10,000 ลูกบาศก์เมตร "…การขุดสระนั้น ก็ต้องสิ้นเปลือง ชาวบ้านไม่สามารถที่จะออกค่าใช้จ่ายสำหรับการขุด ก็ต้องทำให้เขา มูลนิธิชัยพัฒนาและทางราชการก็ได้ช่วยกันทำ โดยที่ชาวบ้านไม่ต้องสิ้นเปลืองมากมาย ก็ให้เล็กๆน้อยๆ เท่านั้นเอง…" (คัดลอกจากหนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาการเกษตรไทย, หน้า 412-413)

จากพระราชดำรัสของพระองค์ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า ทฤษฎีใหม่ใช่จะทำสำเร็จได้โดยง่าย ต้องอาศัยความมานะพากเพียร และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่พอสมควร เพราะบางสิ่งบางอย่างใหญ่โตเกินความสามารถของเกษตรกรตัวเล็กๆ พระองค์ยังได้ทรงสอนนัยสำคัญไว้ว่า ถึงแม้บางเรื่องจะใหญ่และทำได้ยาก แต่สามารถทำได้ และหากจะทำให้ได้ดีต้องใช้ "ความสามัคคี" และ "ความเอื้ออาทร" ต่อกัน

ส่วนที่ดินอีกสองส่วนนั้น พระองค์ทรงให้ใช้ที่ดินร้อยละ 60 สำหรับเป็นพื้นที่เพาะปลูก โดยครึ่งหนึ่งของพื้นที่ดังกล่าวปลูกข้าว ส่วนที่เหลืออีกครึ่งจะเป็นพืชไร่หรือพืชสวนก็ตามแต่ อาจจะทำในรูปของสวนวนเกษตร หรือไร่นาสวนผสม ก็ขึ้นกับความเหมาะสมของพื้นที่ ความชอบและความถนัดของคนที่จะทำ เพราะคนชอบไม่เหมือนกัน ความรู้ และประสบการณ์ก็ไม่เหมือนกัน หลักมีเพียงว่าให้ผลผลิตออกมาหมุนเวียนเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปีก็พอ ที่สำคัญต้องเอื้อกับทรัพยากร และสภาพแวดล้อม ตลอดจนการตลาดของท้องถิ่นนั้นด้วย

ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำรินี้ พระองค์ทรงมุ่งเน้นให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและรู้จักวิธีการใช้น้ำและดินให้เกิดประโยชน์ต่อการเพาะปลูกอย่างสูงสุด

ดังนั้น ที่ดินในส่วนที่สามซึ่งเหลืออยู่ร้อยละ 10 จึงไม่ใช่เพียงที่ดินสำหรับปลูกบ้านและเป็นลานบริเวณเท่านั้น แต่อาจจะมีคอกสัตว์ กองปุ๋ย กองฟาง พืชสวนครัว สวนหย่อม ไม้ประดับ หรือโรงเรือนก็ขึ้นอยู่กับการขวนขวายและความถนัดของเกษตรกร

ขั้นตอน…ทฤษฎีใหม่

ความรู้ในขั้นตอนของทฤษฎีใหม่หลายคนอาจพอรู้อยู่บ้าง อาจด้วยรู้มาจากสื่อ หรือตัวอย่างตามพื้นที่ในโครงการพระราชดำริ ซึ่งสามารถสรุปจากแนวทางพระราชทานดังนี้ คือ ขั้นที่หนึ่ง "…ทฤษฎีนี้เป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนน้อย ประมาณ 15 ไร่ มุ่งเน้นหลักสำคัญคือ ให้เกษตรกรมีความพอเพียง เลี้ยงตัวได้ในระดับชีวิตที่ประหยัดก่อน อีกทั้งต้องมีความสามัคคีในท้องถิ่น และมีการผลิตข้าวบริโภคพอเพียงประจำปี โดยถือว่าครอบครัวหนึ่งทำนา 5 ไร่ จะมีข้าวพอกินตลอดปี ข้อนี้เป็นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้ เพื่อการนี้จะต้องใช้หลักว่า ต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ฉะนั้น 5 ไร่ต้องมีน้ำ 5,000 ลูกบาศก์เมตร. แต่ละแปลงคือ 15 ไร่ ทำนา 5 ไร่ ทำพืชไร่หรือไม้ผลและอื่นๆ 5 ไร่ รวมแล้วต้องมีน้ำ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี…" (คัดลอกจากหนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาการเกษตรไทย, หน้า 413)

จากแนวพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทาน เมื่อแปลงเป็นสูตรคร่าวๆ จะได้ ที่นา 5 ไร่ พืชไร่พืชสวน 5 ไร่ สระน้ำ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร ที่อยู่อาศัย และอื่นๆ 2 ไร่ รวมแล้ว 15 ไร่พอดี

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของทฤษฎีใหม่ก็คือ "น้ำ" พระองค์ได้ทรงคำนวณไว้ว่า น้ำในสระจะระเหยออกไปทุกวันๆ ละ 1 เซนติเมตรโดยเฉลี่ย ในวันที่ฝนไม่ตก พระองค์จึงทรงให้มีแหล่งน้ำสำรองเพิ่มเติม การขุดสระต้องมีต้นทุน ทรงห่วงใยในเรื่องนี้จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานราชการ มูลนิธิ และหน่วยงานเอกชนมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเต็มที่

แม้ขั้นตอนที่หนึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่ก็ต้องเริ่มกันตรงที่การสร้างความเข้าใจพื้นฐาน ซึ่งเมื่อเข้าใจแนวคิด ก็สามารถนำไปปรับใช้กับที่ดินของตนได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง คือ ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้ง "สหกรณ์" เพื่อช่วยกันคิดช่วยกันก่อในการทำงาน ทั้งในด้านการผลิต การตลาด คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ เรียนรู้และรู้จักวางแผนด้วยตนเอง ไม่ต้องผูกความเสี่ยงไว้กับบุคคลภายนอกเหมือนอย่างอดีต เพราะหากว่าไม่เริ่มสร้างการกินอยู่อย่างพอเพียง วงจรชีวิตแบบเดิมๆ ก็จะกลับมา และในที่สุดก็อาจก่อให้เกิดความล่มสลายได้ พระองค์จึงทรงเน้นแนวคิดของการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างการผลิต สวัสดิการ การศึกษาตลอดจนระบบสาธารณสุขและอนามัยร่วมกันในชุมชน โดยผลประโยชน์ที่ได้จะเป็นผลประโยชน์ร่วมของกลุ่ม ไม่ใช่เพียงลำพังคนใดคนหนึ่ง

หากกลุ่มมีความเข้มแข็งช่วยเหลือตนเองได้ มีความสามัคคีปรองดองกัน และสามารถร่วมดำเนินธุรกิจแบบร่วมซื้อร่วมขายได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าขนส่ง ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้านแหล่งผลิต ขั้นตอนการซื้อขาย ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิต นอกจากนี้ การรวมกลุ่มยังทำให้มีผลผลิตในปริมาณที่มากพอสามารถเพิ่มอำนาจในการต่อรองได้อีกด้วย

ขั้นตอนที่สาม เกิดขึ้นหลังจากที่มีการรวมกลุ่มกันจนเข้มแข็งแล้ว ซึ่งอาจเป็นในรูปองค์กร กลุ่ม หรือสหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้ช่วยเหลือกันเองได้ในระดับหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยร่วมกับคนภายนอกทำการค้าขาย ประสานประโยชน์ร่วมกันกับแหล่งเงินทุน (ธนาคาร) และแหล่งพลังงาน โดยมีการจัดตั้งและบริหารโรงสี และร้านค้าสหกรณ์ในลักษณะบริษัทร่วมทุน

กลุ่มต้องร่วมมือร่วมใจกับภายนอก ช่วยกันลงทุนทั้งในรูปการผลิต แรงงาน เงินทุน และ อุปกรณ์การผลิต โดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามความถนัด เช่น หน่วยการผลิต หน่วยขนส่ง หน่วยการจัดการ หน่วยติดต่อหาตลาด หน่วยการจำหน่าย หน่วยการลงทุน เป็นต้น ทุกหน่วยต้องทำงานประสานงานร่วมกัน ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่สำคัญจะต้องมีกลไก กฎระเบียบข้อบังคับ และการจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์อย่างยุติธรรมและมีคุณธรรม

เก็บกินแต่พอเพียง

นานแค่ไหนที่พวกเราไม่ได้สัมผัสเสียงกระดึงวัว สาบควาย ไร่นา ไอดิน และท้องฟ้าสีคราม บางคนถึงกับลืมไปแล้วว่าผืนดินกับคอนกรีตนั้นแตกต่างกันอย่างไร เราคิดอะไรได้และคิดอะไรบ้าง บางคนคิดว่า ทฤษฎีใหม่…ไม่ใช่คำตอบของสังคม ของเมืองหรือของทุกคนในวันนี้ เพราะเรามีปลา ข้าว น้ำ พืชผัก ผลไม้ และอื่นๆ อีกจิปาถะที่สามารถหาซื้อได้จากท้องตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่นั่นต้องไม่ลืมว่า "เงิน" ยังเป็นวัตถุแห่งการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา

หากมองอนาคตด้วยสติ และรู้จักน้อมนำแนวคิด "ทฤษฎีใหม่" ไปประยุกต์ใช้กับชีวิต ย่อมเป็นหนทางที่สามารถสร้างสุขให้กับชีวิตและครอบครัวได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับเมื่อมองในระดับใหญ่ แนวคิดนี้ก็สามารถบรรเทาปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังรุมเร้าประเทศอยู่ในเวลานี้

แม้จะต้องใช้เวลาจึงจะเห็นผล จนบางคนใจร้อนและคิดเลยไปว่าเป็นการเดินถอยหลัง สวนกับกระแสเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประสบการณ์ในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า การมุ่งมั่นพัฒนาประเทศเพื่อเข้าสู่ระบบการ แข่งขันแบบทุนนิยมโดยแนวทางหนึ่งที่ใช้คือ มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างการเกษตร ส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ได้เน้นการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรดินและน้ำ ซึ่งอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม ส่งผลให้ได้ผลิตผลน้อยและมีคุณภาพต่ำกว่าความต้องการของตลาด ซ้ำร้ายเกษตรกรยังต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพราะต้องจ่ายเงินไปกับการปรับปรุงพันธุ์พืช สภาพพื้นที่ ค่าปุ๋ยค่ายา สูตรอาหาร ตลอดจนการพัฒนาประสิทธิภาพเทคโนโลยีการเกษตรต่างๆ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใน "วงจรหนี้" มากขึ้น

นับเป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนแง่คิดให้เราย้อนกลับมาสำรวจตัวเองในฐานะประชาชนพลเมืองของชาติ และคนของครอบครัวว่า การเปลี่ยนแปลงใดๆ คงไม่พ้นจากจุดเล็กๆ เช่นตัวเรา ลองเริ่มตั้งต้นกันที่การจัดทำ "บัญชีชีวิต" โดยเริ่มจากรายได้และรายจ่ายของครอบครัว เพื่อตรวจสอบและหันกลับมาดูแลไม่ให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกิน "ความพอดี" ซึ่งหมายความถึง การมีเท่าที่จำเป็นแก่การใช้ชีวิตได้อย่างไม่ขัดสน

"ทฤษฎีใหม่" จึงเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะเกษตรกร แต่ทุกคนสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้อย่างเท่าเทียม ขอเพียงเราศึกษาให้ถึงแก่นแท้ และเรียนรู้ที่จะประยุกต์ให้เหมาะสม เพราะหากเราไม่เข้าใจและนำแนวคิดไปปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว การสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศก็จะเป็นเรื่องที่ไกลตัวออกไปอีก

หนังสืออ่านประกอบ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาการเกษตรไทย, กรุงเทพฯ, 2539.
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย, ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง "ปุ๋ยในสหัสวรรษหน้า", กรุงเทพฯ, 2546.
สำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์, และคณะผู้จัดพิมพ์, คู่มือการดำเนินชีวิตสำหรับประชาชนปี 2541 และทฤษฎีใหม่, 2541.