อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


ถนนสายที่ผ่าน
ความงามนิรันดร์แห่งภูหลวง
อนิตา ศรัทธาไพร เรื่อง / ภาพ

สายลมหนาวแห่งฤดูกาลพัดพาความยะเยือกเข้าปกคลุมขุนเขา ดอกไม้ป่าพลิ้วไหวโยกไกวตามจังหวะและนาฎลีลาแห่งธรรมชาติ ดวงตะวันอันอบอุ่นเดินทางอ้อมต้นข้าว ซึ่งกำลังออกรวงเหลืองสุกอยู่เต็มท้องนา เป็นสัญญาณว่ากาลนี้ช่วงเวลาแห่งวันจะสั้นกว่าที่ผ่านมา ค่ำคืนอันเหน็บหนาวจะยาวนานและบางคืนอาจมีแม่คะนิ้งหรือน้ำค้างแข็งผสมด้วย

ทว่าหากคนชอบความหนาวได้ออกมานั่งนอกหลังคาหรือมองผ่านระเบียง สังเกตท้องฟ้าในช่วงเวลานี้จะเห็นดวงดาวและทางช้างเผือกชัดเจนมาก ยิ่งอยู่บนภูสูงๆ อาจเห็นและรู้สึกใกล้...เพียงเอื้อมมือคว้า

มุ่งสู่โคกนกกระบา...ประตู่สู่อาณาจักร

ดวงดาวเริ่มดารดาษอยู่เกลื่อนฟ้าเมื่อแสงจากเมืองใหญ่จางลง เสียงเพลงบรรเลงจากแผ่นซีดีดังคลอออกมาจากลำโพงกลบเสียงเครื่องยนต์ ความเย็นกำลังเหมาะของเครื่องปรับอากาศช่วยให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย รู้สึกได้ว่าหนังตาทั้งสองข้างเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดฟ้าเริ่มสาง พวกเราก็จอดรถลงไปยืนสลัดความง่วงหงาวหาวนอนบริเวณตลาดสดยามเช้าของชาววังสะพุง เสียงร้องเชิญชวนให้ชมสินค้าดังระงมตลาด หลังจากช่วยกันซื้อเสบียงสดนานาชนิดแล้ว จึงแวะนั่งจิบกาแฟโบราณรสเข้มกันคนละแก้วพร้อมข้าวเหนียวหน้าสังขยารสหวานแสบคอ

เส้นทางลาดยางตัดผ่านหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา มุ่งสู่บ้านสานตมฝั่งอำเภอภูเรือ แดดเช้าเพิ่งส่องลงมากระทบเม็ดน้ำค้างใสดูพราวอยู่บนยอดหญ้า พาหนะคันเก่งก็เข้ามาถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงตามทางคอนกรีตอย่างดี จนมาถึงสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง เจ้าล้อโตจึงได้ใช้สมรรถนะอันแข็งแกร่ง เนื่องจากถนนเป็นดินค่อนข้างลื่น สลับกับหินลอยก้อนใหญ่ๆ

หลังจากเปิดหน้าต่างรถและปิดแอร์เรียบร้อย เราจึงทราบว่าอากาศภายนอกสดชื่นเย็นฉ่ำกว่าในรถเสียอีก "กลิ่นป่าหอมกว่ากลิ่นอื่นใดที่มนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้" ใครบางคนเอ่ยขึ้น

เพลิดเพลินกับการชมผืนป่าได้เพียงชั่วอึดใจ รถก็จอดสนิทบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา เมื่อแจ้งความจำนงในการเข้ามาใช้พื้นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็นำพวกเราไปยังบ้านพักโคไพร

หลังจากวางเป้เก็บกระเป๋าพร้อมยกเสบียงไปเก็บในครัว ก็พอดีกับ "แอ" เจ้าหน้าที่สื่อความหมายธรรมชาติมาถึงเช่นกัน เมื่อทักทายและบอกเล่าเป้าหมายของคณะเรียบร้อย การเดินทางเพื่อเรียนรู้และซึมซับความงามแห่งภูหลวงก็เริ่มต้นขึ้น

เทพธิดาผู้เลอโฉมแห่งไพรพฤกษ์

มีคำกล่าวว่าหากมาภูหลวงแล้วไม่สนใจเรื่องพรรณไม้ก็อย่ามาดีกว่า เพราะบนภูแห่งนี้เต็มไปด้วยหมู่ไม้ดอกและไร้ดอกมากมายมหาศาล โดยเฉพาะกล้วยไม้จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันผลิดอกให้ได้ยลกันตลอดปี เปรียบดั่งภาพแห่งมายาหรือสวนสวรรค์ก็คงไม่เกินจริง

ดอกไม้ชนิดแรกที่ผมได้ยลโฉมคือรองเท้านารีอินทนนท์ ซึ่งกำลังผลิดอกงดงามอยู่เป็นกลุ่มใหญ่บนโขดหิน ลักษณะอันแปลกตาของกล้วยไม้กลุ่มนี้ ทำให้ผู้คนนิยมนำไปปลูกกันอย่างแพร่หลาย ด้วยว่านอกจากดอกที่บานค่อนข้างทนแล้ว ใบและสัดส่วนต่างๆ ยังสวยงามลงตัวอีกด้วย โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ อย่างนี้ น้ำค้างเม็ดใสยังไม่จางหายไปกับความร้อน เกาะเป็นหยาดตรงปลายดอก ดูงามนัก

นอกจากนี้ในบริเวณพื้นดินยังพบ รองเท้านารีปีกแมลงปอ หรือรองเท้านารีสุขะกูล ซึ่งคุณประสงค์ สุขะกูล เป็นผู้คนพบเมื่อปีพ.ศ.2507 เป็นชนิดที่พบได้เฉพาะที่ภูหลวงเท่านั้น สถานภาพปัจจุบันของรองเท้านารีปีกแมลงปอนี้ จัดได้ว่าเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีการเก็บออกมาขายเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะมีการขยายพันธุ์กล้วยไม้สกุลนี้ได้สำเร็จในห้องปฏิบัติการแล้วก็ตาม

ก่อนเลยผ่านไป ขอบอกเล่าเรื่องราวทางพฤกษศาสตร์ของ "รองเท้านารี" สักหน่อย กล้วยไม้ชนิดนี้ จัดอยู่ในสกุล Paphiopedilum หมายความถึง เทพธิดาผู้เลอโฉม หรือเทพธิดาวีนัส หรือ รองเท้าแสนสวยของเทพธิดาวีนัส ซึ่งถอดความมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Lady's slipper หากลองสังเกตดอกอย่างพินิจพิเคราะห์จะเห็นว่ารูปลักษณ์อันแปลกตานั้นคล้ายคลึงกับรองเท้าแตะหรือปลายรองเท้าไม้ของสุภาพสตรีชาวเนเธอร์แลนด์ยิ่งนัก ใคร ๆ จึงเรียกสั้นๆ ว่า กล้วยไม้รองเท้านารี

กล้วยไม้สกุลนี้มักขึ้นตามพื้นดิน ซอกหินตามหน้าผา หรือบางชนิดเป็นกล้วยไม้อิงอาศัย ในประเทศไทยมีการสำรวจพบ 14 ชนิด แต่ละชนิดมีความงามแตกต่างกัน รวมทั้งมีการปรับปรุงและคัดสายพันธุ์กันอย่างแพร่หลายด้วย

ตระการตาพรรณไม้งาม...แห่งลานสุริยัน

แสงแห่งวันเริ่มสาดส่องสู่ผืนดินหมาดน้ำ ความชื้นจากสายฝนและละอองหมอกซึ่งเกาะเป็นหยาดใสบนใบไม้กำลังเหือดแห้ง ผมเงยหน้าขึ้นจากกล้องถ่ายรูปในมือ หันไปมองสิ่งรอบข้าง หลังจากจดจ่ออยู่กับความงามของรองเท้านารีอยู่เป็นเวลานาน

อากาศอบอุ่นขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์พ้นทิวไม้ เมื่อวางอุปกรณ์ต่างๆ เรียบร้อย พวกเราก็ช่วยกันทำอาหารสำหรับมื้อเช้า ปลาอินทรีย์เค็มทอดโชยกลิ่นชวนน้ำลายไหล ยิ่งบีบมะนาว ซอยพริกขี้หนูสวนกับหอมแดงลงไป แค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับอาหารเช้าของวัน

หลังมื้อกาแฟ พวกเราก็เริ่มเดินกันอีกครั้งเพื่อชมความอุดมสมบูรณ์ของไม้ป่าหลากหลายพันธุ์ หากมาในช่วงฤดูผลิดอกราวปลายหนาวก่อนเข้าหน้าร้อน รับรองได้ว่าทางเดินเส้นนี้เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์บนพื้นดิน เพราะดอกไม้ต่างๆ บานสะพรั่งพร้อมกันเต็มลานภูเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุหลาบขาวและกุหลาบแดง ซึ่งชนิดหลังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของภูหลวงก็ว่าได้

เดินเข้ามาตามเส้นทางได้ไม่ไกล สังเกตบนโขดหินซึ่งมีใบไม้และเศษซากอินทรีย์วัตถุปกคลุม ผมได้เห็น กระดิ่งภู หรือ เอื้องพลายงาม บ้างก็เรียกว่า พลายชมพู กำลังผลิดอกสีขาวเป็นกลุ่ม กล้วยไม้สกุลนี้พบเพียง 2 ชนิด และต่างก็พบได้ยาก หากใครต้องการชมความงามของกล้วยไม้ชนิดนี้ ก็ต้องแวะไปเยือนดอยอินทนนท์ในช่วงเวลาเดียวกัน รับรองว่าได้พบแน่

โคกนกกระบา...รากับสาหร่าย

แม้แสงแดดเริ่มแรงขึ้น แต่ฝีเท้าของพวกเรายังคงสม่ำเสมอ กระทั่งเดินมาถึงจุดชมความงามจากฝีมือธรรมชาติที่สรรค์สร้างให้หินก้อนหนึ่งขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับมีรูปร่างคล้ายนก ซึ่งทางอิสานเรียกว่า "นกกระบา" ส่วนคนภาคกลางคุ้นหูดีในชื่อของ "นกตบยุง"

บริเวณนี้มีกล้วยไม้ลานหินค่อนข้างมากทีเดียว ชนิดที่สามารถพบได้บ่อย ๆ ก็คือ เอื้องกระเจี้ยง บางคนก็เรียกว่า เอื้องศรีเที่ยง หรือ เอื้องกว่าง ชื่อหลังสุดนี้ผมว่าเหมาะมาก เพราะลักษณะดอกดูราวกับเขาของ ด้วงกว่างไม่มีผิด บนก้อนหินใกล้กันนั้นก็มี เอื้องหมาก กอใหญ่กำลังผลิดอกอวดโฉมสวยงามน่าชม

เมื่อเดินผ่านโคกนกกระบา เราก็เข้าสู่บริเวณลานหินกว้างที่เต็มไปด้วยไลเคน ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพิงกันระหว่างรากับสาหร่าย โดยราทำหน้าที่ป้องกันอันตราย ช่วยดูดซับความชื้น ตลอดจนแร่ธาตุอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตให้กับสาหร่าย ขณะที่สาหร่ายทำหน้าที่สังเคราะห์แสงสร้างอาหารสำเร็จรูปให้กับรา ทั้งคู่จึงต้องอยู่ร่วมกันอย่างขาดสิ่งใดไปไม่ได้

นอกจากสิ่งมีชีวิตชนิดนี้แล้วยังมีพรรณพืชอีกหลายชนิดที่สามารถพบได้ อาทิ เหง้าน้ำทิพย์ พืชซึ่งมีการปรับตัวให้อยู่ได้บนลานหินทราย มีขนาดลำต้นไม่ใหญ่นัก ลักษณะคล้ายบอนไซที่ปลูกไว้ในกระถาง ตลอดสองข้างทางที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีเอื้องกระเจี้ยง ฟองหิน เฟินชนิดต่าง ๆ ขึ้นปกคลุมพื้นดินอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ตามหลืบหินที่ค่อนข้างชุ่มชื้นก็มีฟิล์มมี่เฟิน หรือ เฟินใบบาง เจริญเติบโตอวดโฉมใบสีเขียวใสตัดกับสีทึบของหินได้ลงตัวอย่างน่าอัศจรรย์

ภายในดงไม้ใหญ่ซึ่งเป็นสังคมป่าดิบเขามีไม้จำพวก "ก่อ" เป็นพระเอก มีเมเปิลแทรกขึ้นมาบ้างประปรายให้พอมีสีสันของยามลมหนาว ริมทางเดินบริเวณพื้นที่ค่อนข้างชุ่มชื้นเอื้องน้ำต้นกองามกำลังผลิดอกซึ่งมีหลายสีภายในช่อเดียวกัน

ก่อนเดินตัดขึ้นจากหุบ ผมยืนมองก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งแต่ละก้อนล้วนถูกปกคลุมด้วยมอส ถึงจะไม่เห็นสายน้ำจากลำธารแต่ก็บอกได้ทันทีถึงความชื้นที่ป่าเก็บสงวนไว้ สัจธรรมบางอย่างแวบเข้ามาในสมองของผม ภาพที่เห็นบ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของสรรพชีวิต ซึ่งสัมผัสได้ด้วยสองตา และยิ่งเมื่อเปิดใจรับกระแสธารแห่งธรรมชาติ ความอิ่มเอมที่ได้รับย่อมมากกว่าสองตาเห็น

หลังจากขึ้นเนินมาเพียงชั่วอึดใจก็มาถึงเรือนประทับแรมในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เดินชมพรรณไม้บริเวณนี้จนถึงบ่ายสองโมง จึงเดินกลับไปยังโรงอาหารอีกครั้ง อาหารมื้อนี้ส่วนใหญ่เป็นของเหลือจากเมื่อเช้า มีเพียงไข่เจียวเท่านั้นที่เราทำเพิ่มขึ้นมา กินกันไปนั่งคุยกันไปถึงเรื่องราวของเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ผ่านมา

กระทั่งแสงแห่งวันเริ่มจากลา พวกเราจึงเริ่มออกเดินกันอีกครั้ง จนมาถึง ผาเยือง จุดชมพระอาทิตย์ตกดินอันงดงามของโคกนกกระบา เบื้องหน้ามองออกไปเป็นทิวเขาสลับทับซ้อนกันไปมา ธรรมชาติช่างบรรจงสร้างสรรค์ความงามได้อย่างลงตัว

ก่อนดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยลงมาถึงจุดที่พวกเราตั้งกล้องไว้ เมฆก้อนใหญ่ก็เคลื่อนตัวมาบดบัง เรานั่งรอกันต่อจนแสงสุดท้ายแห่งวันลาจาก ตลอดทั้งห้าวันกับการเดินชมอาณาจักรแห่งพรรณไม้บริเวณโคกนกกระบา ความคิดผุดขึ้นในห้วงคำนึงถึงบางประโยคซึ่งปราชญ์เคยกล่าวไว้ว่า "สำเนียงแห่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์เป็นบ่อเกิดแห่งพุทธิปัญญาทั้งปวง"

ขอขอบคุณ

คุณศิริศักดิ์ กัณทราลักษณ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง, คุณวัชระ ธรรมสอน , คุณชัยณรงค์ ดูดดื่ม ผู้ช่วยหัวหน้าเขตฯ, คุณนเรศ ศรีบุรินทร์, คุณสุจินต์ ศรีบุรินทร์, คุณสมพร สุขปลือ และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน

 

การเดินทาง

รถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดสระบุรี แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พ้นเขื่อนลำตะคองแล้วให้เข้าทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ จนเข้าเขตจังหวัดเลย

อีกเส้นทางหนึ่งคือ จากกรุงเทพฯ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านตัวเมืองสระบุรี แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ ให้เข้าทางหลวงหมายเลข 12 สู่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 201 สู่จังหวัดเลย

การเดินทางจากตัวเมืองจังหวัดเลยไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ใช้ทางหลวงหมายเลข 203 แล้วแยกซ้ายตรงหลักกม.ที่ 36 (บ้านสานตม) เดินทางต่ออีก 18 กิโลเมตร ถึงที่ทำการเขตฯ

รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพฯ มีรถโดยสารประจำทางทั้งรถปรับอากาศและรถธรรมดาสายกรุงเทพฯ - เมืองเลย ออกจากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือทุกวัน ติดต่อสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 0-2936-2841-8 จากสถานีขนส่งจังหวัดเลย ให้ต่อรถโดยสารสายเลย-ภูเรือ ไปลงที่ตลาดภูเรือ จากนั้นต้องเหมารถเพื่อขึ้นไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

การติดต่อขอเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

หากต้องการเดินทางไปศึกษาธรรมชาติที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จะต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ส่งไปยัง ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0-2561-4292-3 ต่อ 706 หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ตู้ ป.ณ. 52 ปทจ.เลย อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42000 โทรศัพท์ 0-1001- 2547

อาหาร

ปัจจุบันผู้เดินทางไปยังภูหลวงไม่ต้องเตรียมอาหารไปเองก็ได้หากไม่สะดวก เพราะทางเขตฯ ได้จัดตั้ง สหกรณ์ฯ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านอาหารและบริการ คิดอัตราวันละ 220 บาท/คน (สามารถโทรศัพท์ติดต่อแจ้งล่วงหน้าไปยังที่ทำการเขตฯ) หรือหากนำอาหารไปทำเองก็ต้องอยู่ในบริเวณที่ทางเขตฯ กำหนดเท่านั้น

หมายเหตุ ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เก็บค่าธรรมเนียมการเข้าไปศึกษาธรรมชาติ ในอัตรา 20 บาท/คน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป