สารคดีปก

อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


หากพรุ่งนี้
ไม่มี...น้ำ




นันทวัน หาญสมบูรณ์ และ
เจริญรัตน์ ศรนุวัตร / เรียบเรียง
กองบรรณาธิการ / ภาพ

 

น้ำและชีวิต

น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ชนิดใดต่างมีน้ำเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น มนุษย์นั้นขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน หากเกินกว่านั้นก็ไม่อาจอยู่รอดได้ ถ้าโลกปราศจากน้ำ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่มนุษย์ตั้งแต่โบราณมาแล้วเมื่อเวลาที่จะเลือกตั้งถิ่นฐาน จึงมักเลือกทำเลที่มีน้ำท่าดีอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการใช้ ทั้งในการบริโภคและอุปโภค รวมถึงการใช้น้ำเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ เช่น เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุว่า แหล่งน้ำที่มีอยู่บนโลกนี้ เป็นแหล่งน้ำเค็มในทะเลและมหาสมุทรในปริมาณสูงถึง 97.2 % เป็นแหล่งน้ำจืดเพียง 2.7 % โดยแหล่งน้ำจืดนั้นเป็นน้ำใต้ดินถึงร้อยละ 21 เป็นแหล่งน้ำผิวดินเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ที่เหลือเป็นละอองน้ำในอากาศและน้ำในดินที่ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ธรรมชาติได้จัดสรรให้น้ำหมุนเวียนอยู่ในโลกนี้ด้วยวัฏจักรของน้ำ สามารถเกิดใหม่และเปลี่ยนแปลงสถานะและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ วนเวียนอย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น

แต่การมีน้ำหมุนเวียนในวัฏจักรยังไม่ใช่หลักประกับชั้นดีว่า มนุษย์ทุกคนจะมีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภคอย่างทั่วถึง เพราะทุกวันนี้แหล่งน้ำที่มีตามธรรมชาติกำลังป่วย ด้วยเพราะฝีมือการใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่าของมนุษย์นั่นเอง

ทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม รายงานว่า ประเทศไทยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,560 มิลลิเมตรต่อปี เมื่อฝนตกลงมาในพื้นที่ 512,800 ตารางกิโลเมตร จะทำให้เกิดปริมาณน้ำ 800,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะระเหยกลับสู่บรรยากาศและซึมลงสู่ใต้ดิน 75 % (ประมาณ 600,000 ล้านลูกบาศก์เมตร) ไหลงแม่น้ำ คู คลอง 25 % (ประมาณ 200,000 ล้านลูกบาศก์เมตร)

ประเทศไทยมีคู คลอง ลำห้วยทั้งหมดประมาณ 42,740 แห่ง และมีแม่น้ำอยู่ประมาณ 16,000 สาย ไม่น่าถูก ไม่น่าเยอะขนาดนี้ เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชนกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศ

การที่ประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อกิจกรรมอื่นๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และอื่นๆ ก็ขยับสูงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ขณะที่ความเป็นจริง แม่น้ำ คู คลอง ตลอดจนแหล่งน้ำต่างๆ กำลังถูกคุกคามจากพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกทางน้ำสาธารณะ การก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ การถมปิดกั้นทางเดินของน้ำ รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำ ทำให้คุณภาพน้ำด้อยลง แหล่งน้ำต่างๆ กลายเป็นที่รองรับของเสียจากบ้านเรือน สารเคมีและสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เกิดภาวะน้ำเน่าเสีย ต้องใช้เวลาในการบำบัดเยียวยา

ขณะที่ความต้องการใช้น้ำของคนไทยทั่วประเทศเฉลี่ยคือ 4,360 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นการใช้เพื่ออุปโภค 80 % เพื่อการอุตสาหกรรม 15 % และเพื่อการเกษตร 5% โดยประชากรในกรุงเทพ 10 ล้านคน มีน้ำประปาใช้สูงถึง 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่วนประชากรเขตเมืองอื่นๆ และชุมชน 15 ล้านคนมีน้ำประปาใช้ 2.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ประชากรในชนบท 35 ล้านคน มีน้ำประปาและน้ำบ่อบาดาลใช้ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ตัวเลขดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรน้ำคือ แม้จะมีน้ำสะอาดในแหล่งน้ำใต้ดินและผิวดิน แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการจัดสรรและแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างเท่าเทียมกัน ประชากรในพื้นที่ชนบททั่วประเทศจึงยังขาดแคลนน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภคอีกมาก กรมการปกครองได้รายงานว่า ในปีพ.ศ.2545 ประเทศไทยมีหมู่บ้านภัยแล้งมากกว่า 26,130 หมู่บ้าน

ปมปัญหา

การจัดการทรัพยากรน้ำและลุ่มน้ำตามแนวทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมานั้น มักมุ่งเน้นการจัดหาแหล่งน้ำ การจัดหาน้ำ รวมถึงการนำทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำมาใช้ตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมในระบบนิเวศและพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างหนัก ตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การที่รัฐเข้าไปดำเนินงานเกี่ยวกับป่าไม้ โดยไม่คำนึงถึงผลทางระบบนิเวศของลุ่มน้ำที่ตามมา ด้วยการเปิดให้สัมทานป่าในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำและป่าลุ่มน้ำในภาคเหนือและภาคอื่นๆ ซึ่งเพิ่งยุติเมื่อปีพ.ศ.2532 และแม้จะมีการปลูกป่าทดแทนในเขตพื้นที่ป่าต้นน้ำ แต่ก็ยังส่งผลกระทบถึงปริมาณและคุณภาพน้ำ

นอกจากนี้ การตัดถนนแต่ละเส้นผ่านเข้าไปยังพื้นที่ป่าต้นน้ำกลายเป็นเส้นทางสายมรณะที่ชักนำเครื่องยนต์ทำลายล้างอันทรงประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุของการชะล้างหน้าดิน และเป็นตะกอนทับถมแหล่งน้ำและทางน้ำ ส่งผลให้ธรรมชาติแปรปรวน เกิดภาวะไม่สมดุล

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐจะมีแนวคิดและความพยายามในการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบมากขึ้น แต่ยังพบข้อจำกัดในความคิดของรัฐว่า รัฐมองระบบการจัดการลุ่มน้ำที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพได้นั้นจะต้องรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำอย่างน้อย 26% ของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยที่รัฐไม่ได้คิดว่า พื้นที่ป่าตอนกลางและป่าท้ายน้ำมีคุณค่าเท่าเทียมกับป่าต้นน้ำ ขณะที่แนวคิดของชุมชนซึ่งอาศัยในพื้นที่ลุ่มน้ำกลับเห็นว่า การจัดการป่าในระบบลุ่มน้ำนั้นต้องรักษาพื้นที่ป่าไว้ตลอดลำน้ำไปพร้อมกัน การเหลือไว้เฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำจะไม่สามารถรักษาระบบนิเวศลุ่มน้ำไว้ได้ทั้งสาย

นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทาน การเกษตรกรรม การแก้ปัญหาภัยแล้ง และการป้องกันน้ำท่วม บนฐานแนวคิดที่เชื่อว่า เขื่อนจะกลายเป็นเครื่องมือการจัดการน้ำที่ทรงประสิทธิภาพและวิเศษที่สุด แต่หากมองอีกด้านหนึ่ง คิดในเรื่องต้นทุนเขื่อน การคำนวณตัวเลขเฉพาะค่าอิฐ หิน ปูน ทราย และค่าแรงคงไม่เพียงพอ เพราะการได้เขื่อนมาหนึ่งเขื่อนไม่ใช่การแลกมาเพียงค่าการลงทุนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เขื่อนยังแลกมาด้วยทรัพยากรป่าไม้อันเป็นแหล่งผลิตและเก็บรักษาน้ำโดยธรรมชาติ ทั้งชีวิตของสัตว์ ผู้คน วิถีวัฒนธรรม และแม้แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

บทเรียนงานวิจัย

หนึ่งในการศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์แนวทางการจัดการน้ำของภาครัฐ เรื่อง "ชุมชนหมู่บ้าน : พลวัตเศรษฐกิจชุมชน 3 ลุ่มน้ำในประเทศไทย" โดยพรพิไล เลิศวิชาและคณะวิจัย ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ชี้ให้เห็นว่า การกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชนหมู่บ้านไทยนั้น ควรมีความเข้าใจในพื้นที่อย่างแท้จริง และไม่ใช่การกำหนดกรอบผูกขาดจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว จึงได้ศึกษาในลักษณะการเปรียบเทียบเชื่อมโยงระหว่างชุมชนหมู่บ้าน เพื่อเชื่อมโยงอธิบายถึงความเติบโต ความเข้มแข็ง ความเสื่อมถอย และความอ่อนแอในพื้นที่ว่าแท้จริงแล้วก่อรูปขึ้นมาได้อย่างไร

แต่เดิมชาวบ้านมีการทำเกษตรแบบพึ่งพา ไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งน้ำระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำกับท้ายน้ำ เพราะต่างมีการจัดสรรบนฐานแห่งความเอื้ออาทร เช่น ทำทำนบกั้นน้ำตามธรรมชาติ ไม่ใช่ฝายหรือทำนบปูน ขณะที่รัฐไม่เคยศึกษาถึงมิติความสัมพันธ์ของชาวบ้าน ทั้งสิ่งแวดล้อม และวิถีการทำมาหากินที่พึ่งพิงธรรมชาติ รวมถึงการวางแผนการจัดการน้ำที่สอดคล้องและส่งเสริมให้ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

หากมองกรณีระบบเหมืองฝายของชาวบ้านเปรียบเทียบกับระบบชลประทานของรัฐ พบว่า ระบบชลประทานของรัฐเป็นการวางมาจากเบื้องบน โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในการวางแผนหรือแม้แต่จะเข้าใจในสิ่งที่รัฐทำ อีกทั้งระบบดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบเหมืองฝายเดิม ละเลยภูมิปัญญาความคิดของชาวบ้าน มุ่งแต่เจตนาที่ต้องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วระบบชลประทานของรัฐไม่สามารถสนองความต้องการในจุดนั้นได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง

งานวิจัยเรื่องนี้ได้ข้อสรุปสำคัญ 3 ประการที่เป็นความผิดพลาดของระบบชลประทานของรัฐก็คือ การจัดวางระบบน้ำสู่ท้องที่โดยไปทำลายระบบเหมืองฝายของชุมชน อันเป็นการตัดขาดเส้นทางการไหลของน้ำ ทั้งเสมือนดูหมิ่นความรู้ของชาวบ้านด้วย ประการที่สองคือ การวางแผนระบบชลประทานที่ขาดความเข้าใจระบบการใช้น้ำของชาวบ้านอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ขึ้นเพียงบางจุดบางตอนเท่านั้น และสุดท้ายเป็นการทำลายอำนาจการจัดการตนเองของชุมชนโดยทุนของรัฐ ส่งผลเสียหายต่อทุนพื้นฐานในระบบการผลิตของชุมชนโดยตรง

ทรัพยากรน้ำในวันพรุ่งนี้…

ถึงเวลาที่จะต้องหันกลับมาทบทวนระบบการจัดการน้ำ และเรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ส่งเสริมให้เกิดการเคารพภูมิปัญญา เพื่อเป็นกลยุทธ์พลิกฟื้นมิติเชิงวัฒนธรรมคืนกลับสู่สังคม น้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว ในฐานะของผู้ใช้น้ำทุกคนจึงควรรู้จักวางแผนระบบการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน จะเริ่มด้วยวิธีการใดก็ได้ แต่ให้คำนึงถึงผลที่ตามมาในการลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับน้ำให้มากที่สุด หากคนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นความสำคัญและรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเอง น้ำในบ้านก็จะยังมีอยู่ และน้ำในโลกก็จะไม่ขาดแคลน

ใครจะรู้ว่า พรุ่งนี้อาจจะไม่มีน้ำให้ใช้อย่างพอเพียงเหมือนทุกวันนี้แล้วก็เป็นได้

บรรณานุกรม

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นวัตกรรม, แกะรอยพะยูนไทย, ปีที่ 5 ฉบับที่ 18 สิงหาคม 2547
  • โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, บทเรียนการจัดการน้ำในประเทศไทย, กรุงเทพฯ
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ผลวิจัยระบบการจัดน้ำโดยรัฐไร้ประสิทธิภาพ : ทำชุมชนล่มสลาย, กรุงเทพฯ
  • เอกสารประกอบการประชุมวิชาการและนวัตกรรมวิจัย, คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ร่วมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ด้วยภูมิปัญญาตะวันออก, 19-20 มิถุนายน 2547
  • เอกสารประกอบการประชุมสิ่งแวดล้อม'47, การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2547, กรุงเทพฯ