สารคดีปก

อ่านผลิใบ สมัครสมาชิก โครงการห้องสมุดอุปถัมภ์ ผู้ร่วมสนับสนุน รู้จักกองบรรณาธิการ


คนกับช้าง
วิถีทางแห่งการเกื้อกูล




โครงการป่ายัง ช้างอยู่ คู่คน เรื่อง / ภาพ

 

ปัญหาระหว่าง "คน" กับ "ช้างป่า" มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน หากแต่มีรากฐานที่มาของปมปัญหาเชื่อมโยงกับเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เราคงไม่อาจสรุปได้ในทั้งหมดว่า ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่สังคมได้รับรู้ผ่านทางสื่อสาธารณะนั้น เกิดขึ้นเพียงเพราะช้างรุกที่คน หรือคนรุกที่ช้าง

ฐานที่มาของปัญหา

ทุกวันนี้ผืนป่าที่คงเหลืออยู่ในประเทศไทย ซึ่งกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ไม่น้อยกว่า 90 ผืนป่านั้น มีเพียง 48 ผืนป่าเท่านั้นที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสัตว์ป่าขนาดใหญ่เช่นช้างป่า

ข้อมูลจากนิติศักดิ์ โตนิติ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ระบุว่า ปัจจุบันมีช้างป่าไม่น้อยกว่า 300 ตัวจากจำนวนประชากรช้างป่าทั้งหมดในประเทศไทยราว 2,000 ตัว ออกจากป่าเพื่อหากินอาหารในพืชไร่ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้าง อย่างน้อย 12 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จังหวัดหนองคาย,เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี, อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี, ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดในภาคตะวันออกในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และจังหวัดสระแก้ว, อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ป่าสงวนแห่งชาติบุญฑริก จังหวัดอุบลราชธานี, รวมทั้งผืนป่าขนาดใหญ่อย่างอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และ "อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน" จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในผืนป่าต่างๆ สะท้อนความจริงบทสำคัญของการจัดการพื้นที่ป่าในอดีต ซึ่งมักเลือกใช้ประโยชน์จากผืนป่าที่ราบสองฝั่งของลำน้ำ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่า ไปสร้างเป็นอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนแนวคิดการให้สัมปทานป่าไม้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผืนป่าถูกทำลาย สัตว์ป่าถูกรุกราน ส่งผลต่อเนื่องเป็นปัญหาลูกโซ่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ แนวคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2534-2539) ที่มุ่งเน้นเรื่องการเปิดเสรีทางการค้า และเน้นนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรส่งออก อันเป็นช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ นำรายได้มหาศาลเข้าประเทศ คือตัวเร่งที่ทำให้เกิด "เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว" ขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ในพื้นที่ราบใกล้แหล่งน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการเพาะปลูกได้ทั่วถึง พื้นที่รอบป่าจึงถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม

โรงงานแปรรูปพืชผลทางการเกษตรจำนวนมากกระจายตัวออกสู่ภูมิภาคในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง จันทบุรี เพื่อรองรับผลผลิตเชิงเดี่ยวที่เน้นการส่งออกจำพวกข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ยูคาลิปตัส และสับปะรด ในที่สุดเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดข้างต้น เริ่มหันมาเพาะปลูกพืชชนิดเดียวกันมากขึ้น รวมทั้งนายทุนต่างถิ่นเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ส่งผลให้วิถีการเพาะปลูกในชุมชนแต่เดิมเกิดการเปลี่ยนแปลง

เมื่อชุมชนมีการขยายพื้นที่ทางการเกษตรมากขึ้น ทำให้พื้นที่ป่าถูกตัดขาดออกจากกัน ซึ่งพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านนั้น แต่เดิมอาจเคยเป็นพื้นที่หากิน หรือเส้นทางเดินเป็นประจำของช้างแต่ละฝูง ซึ่งแม้ว่าจะละทิ้งเส้นทางไปนานเป็นแรมปี เมื่อกลับมาหากินในพื้นที่เก่าก็จะต้องเดินไปตามเส้นทางเดิมที่เรียกว่า "ด่านช้าง"

จนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นในปีพ.ศ.2535 ราคารับซื้อสับปะรดตกต่ำลง เพราะผลผลิตล้นตลาด ทำให้เกษตรกรที่ลงทุนทำไร่สับปะรดประสบปัญหาขาดทุน ชาวบ้านบางส่วนจำต้องยอมขายผลผลิตในราคาต่ำ ขณะที่บางรายประชดแนวคิดการส่งเสริมการเกษตรของภาครัฐด้วยการนำพืชผลเหล่านั้นไปกองทิ้ง โดยไม่คาดคิดว่า การกระทำดังกล่าวเป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการหากินหาอยู่ของช้างป่าในเวลาต่อมา

จุดเริ่มการเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในพืชผลที่เกษตรกรนิยมเพาะปลูกกันในหลายพื้นที่ คือ สับปะรด ผลไม้ที่มีรสชาติหวาน ซึ่งช้างเรียนรู้รสชาติและออกหาอาหารกินเพื่อปากท้อง โดยไม่รู้ว่านั่นคือแหล่งรายได้ของเกษตรกร จนกระทั่งกลายเป็นโศกนาฏกรรมช้างป่าถูกยิงตาย หรือไม่ก็ถูกลอบวางยาพิษ ถูกไฟฟ้าช็อต

ชาวบ้านในพื้นที่ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมกว่า 20 หมู่บ้าน ประสบปัญหาช้างป่ารบกวนพืชผลในไร่มากขึ้น และยิ่งนานวันเข้า ช้างป่าที่เคยลงมากินพืชไร่ของชาวบ้าน เช่น กล้วย สับปะรด มะพร้าว ฯลฯ อาจติดใจในรสชาติของพืชเหล่านั้น เพราะมีรสหวาน และยังสามารถหากินได้ง่าย มักแวะเวียนเข้ามาหาอาหารกินในพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เมื่อแหล่งน้ำและแหล่งอาหารในป่าธรรมชาติขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง ทำให้ช้างไม่มีอาหารตามธรรมชาติกิน จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ป่าเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปัจจุบัน มีช้างป่าอาศัยอยู่ประมาณ 80 ตัว(ตัวเลขนี้น่าจะเป็น 800) ประชากรช้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่แหล่งอาหารมีจำกัด ช้างจึงต้องดิ้นรนออกหาแหล่งอาหารและแหล่งน้ำ

จากการสำรวจภาคสนามพบช้างป่าอย่างน้อย 10-20 โขลง ช้างป่า 1 โขลงมีสมาชิกประมาณ 10 -40 ตัว ใน 1 โขลง จะมีลูกช้างป่า อายุ 1-3 ปีไม่น้อยกว่า 5 ตัว ซึ่งสามารถคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้ว่า หากช้างป่ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในลักษณะเช่นนี้ ย่อมจะต้องเป็นปัญหาในเรื่องความสมดุลระหว่างจำนวนช้างป่าและอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดในผืนป่าแก่งกระจานแห่งนี้ เนื่องจากช้างป่า 1 ตัว กินอาหารวันละ 200 กิโลกรัม กินน้ำวันละ 200 ลิตร หากพื้นที่ป่ามีจำนวนเท่าเดิม หรือมีแนวโน้มจะลดลงจากการบุกรุกแผ้วถางของชุมชนโดยรอบ ย่อมส่งผลต่อการหากินของช้างป่าอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่ในขณะนี้พืชอาหารที่ช้างป่ากิน เช่น กระชิด ไผ่ เถาวัลย์ และไม้ป่าอื่นๆ ก็ลดความหลากหลายลงอย่างมาก

หลังจากที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างหนักเมื่อปีพ.ศ. 2535 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนต่างก็มีวิธีการแตกต่างกันไปในการป้องกันพืชไร่ของตน รูปแบบการไล่ช้างมีหลากหลายวิธีแตกต่างกันตามแต่ละบ้านจะคิดได้ ทั้งได้ผลและล้มเหลว แต่ก็เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่

ชาวบ้านมักมีวิธีการต่างๆ มากมาย เช่น ขึงลวดช๊อตไฟ จุดประทัด ตีเกาะเคาะกะละมัง จุดเผายางรถยนต์ ก่อไฟไล่ เปิดไฟสปอร์ตไลท์ ฉายไฟ จุดพลุ เคาะเหล็ก เป็นต้น บางรายไม่ไล่เลย ยอมเสียผลประโยชน์คือพืชไร่ของตนเองให้เป็นอาหารช้าง เพราะชาวบ้านบางคนรู้สึกเหนื่อยกับการไล่มานมนาน ขณะที่ชาวบ้านบางคนก็คิดค้นวิธีใหม่ๆ นำมาใช้อยู่ทุกครั้งที่พบว่ามีช้างป่าบุกรุกพื้นที่ไร่ของตนเอง

แนวทางแก้ไขปัญหาจากภาคี

ในวันที่ 5 กันยายน 2545 โครงการ "ป่ายัง ช้างอยู่ คู่คน" ได้ระดมพลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งอุทยานแห่งชาติแห่งกระจาน สำนักบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 อ.แก่งกระจาน, อ.หัวหิน และองค์กรท้องถิ่น เช่น อบต.ป่าเด็ง, อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ และชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน ร่วมกันเปิดเวทีความคิดเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาช้าง โดยได้ข้อสรุปเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานคือ

มาตรการระยะสั้น : เพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การจัดทำแผนแม่บทในการจัดการพื้นที่แบบองค์รวม, การระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ช้างป่า, การปลูกพืชอาหารช้างเสริมในพื้นที่ป่าลึก, การจัดทำแหล่งน้ำขนาดเล็กสำหรับช้าง และการจัดทำโป่งเทียมในป่าลึกตามพื้นที่โป่งเก่าและโป่งใหม่

มาตรการระยะกลาง : เน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกร หรือส่งเสริมให้เกิดอาชีพทางเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับช้าง ได้แก่ การปลูกหญ้าอาหารสัตว์, การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ-โคนม รวมทั้งการเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ช้างป่าให้เกิดขึ้นกับชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา ทั้งรูปแบบการศึกษาในระบบและนอกระบบ รวมทั้งการส่งเสริมรายได้ของชุมชน โดยใช้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น

มาตรการระยะยาว : เน้นการศึกษาวิจัยเพื่อนำข้อมูลในเชิงลึกมากำหนดแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น การวิจัยเส้นทางเดินของช้างป่าในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน เพื่อนำผลการศึกษามาวางแผนการสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารเพิ่มเติมในอนาคต รวมทั้งการศึกษาวิจัยรูปแบบการป้องกันช้างป่าที่เข้ามารบกวนทำลายพื้นที่ของเกษตรกรได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลให้กับชุมชน องค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงต่อไป

ลงมือปฏิบัติจริง

จากการเก็บข้อมูลโดยทีมสำรวจของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม - 23 กรกฎาคม 2547 พบแหล่งน้ำทั้งหมด 74 แห่ง มีทั้งแหล่งน้ำตลอดปีและแหล่งน้ำไม่ตลอดปี พบร่องรอยของสัตว์หลายชนิดปรากฏอยู่รอบ ๆ และในแหล่งน้ำ เช่น รอยเก้ง กวาง หมูป่า ลิง แต่ที่พบมากที่สุดคือร่องรอยของช้าง พบโป่งดินที่สัตว์ใช้กินดินอยู่ประมาณ 47 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโป่งขนาดเล็ก แต่ยังพบโป่งขนาดใหญ่อีกประมาณ 5-6 แห่ง โครงการฯ จึงได้ปรับปรุงแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าและสัตว์ป่า ในบริเวณหุบเต่าและห้วยไคร้ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำเดิมตามธรรมชาติที่ช้างจะลงหากินเป็นประจำ อีกทั้งเป็นบริเวณที่มีพืชอาหารช้าง เช่น ไผ่ผาก หว้า ขึ้นอยู่รอบๆ แหล่งน้ำ และอยู่ห่างจากพื้นที่ทำกินและที่พักของชาวบ้าน พบว่ามีช้างเข้ามาใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก และลงมารบกวนพื้นที่เกษตรน้อยลง ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น เป็นช่วงฤดูฝนที่ช้างมีแหล่งน้ำและอาหารในป่าเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มพื้นที่แหล่งอาหารแก่ช้างป่า โดยคัดเลือกชนิดพืชที่ช้างชอบกินและมีความทนทานเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ไผ่ผาก, เหรียง, หว้า ปลูกทั้งสิ้น 2,900 ต้น โดยใช้พื้นที่บริเวณห้วยไคร้ พบว่า ช้างเข้ามาหากินในบริเวณดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดทำแหล่งแร่ธาตุสำหรับสัตว์ป่าและช้างป่า โดยการเสริมเกลือลงไปในโป่งเพื่อปรับปรุงโป่งเก่าที่เสื่อมสภาพ ซึ่งพบร่องรอยการเข้ามาใช้ประโยชน์บ้างแต่ไม่มากเนื่องจากเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ยังมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์

การดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ของการแก้ปัญหาช้างป่าโดยใช้วิธีการอย่างสันติ เช่น การขุดแหล่งน้ำบริเวณใกล้พื้นที่การเกษตรให้เป็นพื้นที่กันชนช้าง เพื่อไม่ให้ลงมาทำลายพืชผลทางการเกษตร ช้างสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำ และพืชอาหารอื่นๆ ที่เกิดขึ้นริมน้ำได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังสามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำในการเกษตรกรรม นับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ประโยชน์ทั้งคนและช้าง

ชุมชน โรงเรียนและเยาวชนในพื้นที่เองต่างก็เกิดความตื่นตัวในการร่วมกิจกรรม และมีแนวคิดรวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนกับช้างอยู่ด้วยกันได้ เกิดการรวมกลุ่มของชาวบ้านเพื่อแปรรูปการใช้ประโยชน์จากมูลช้างเพื่อทำเป็นกระดาษ เป็นการสร้างเสริมเศรษฐกิจชุมชน ส่วนช้างเองก็ปลอดภัยจากการถูกทำร้าย อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำและแหล่งอาหารเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี การสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับปัญหานั้น จำเป็นต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางการอนุรักษ์ช้างป่า อีกทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้ ประกอบกับมีศักยภาพในการจัดทำแผนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น จึงจะทำให้เกิดการแก้ปัญหาช้างป่าได้อย่างแท้จริง

โครงการป่ายัง ช้างอยู่ คู่คน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อช้างไทย และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างเสริมให้เกิดภาคีความร่วมมือในการจัดการทรัพยากร ส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งด้วยการสร้างเครือข่ายการทำงาน ส่งเสริมและสนับสนุนรูปแบบการแก้ปัญหาช้างป่ากับคนอย่างสันติวิธี รวมทั้งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายกิจกรรมภาคสนาม โทรศัพท์ 0-2503-3333 ต่อ 207