โรงเรียนวัดวังเย็น (รัฐราษฎร์ประสาทวิทยา)

โรงเรียนวัดวังเย็น (รัฐราษฎร์ประสาทวิทยา) ตั้งอยู่ที่ 1/2 หมู่ที่ 3 ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฉะเชิงเทราเขต 2 เปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล 1 ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนนักเรียน 246 คน ครู 12 คน และปัจจุบัน (2553)        นางกิ่งแก้ว เพ็ญสุริยะ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน

คำขวัญโรงเรียน : สร้างสรรค์คนดี ส่งเสริมดนตรี กีฬา เน้นเอกลักษณ์ไทย ห่างไกลยาเสพติด

โรงเรียนมุ่งพัฒนานักเรียนซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรมที่ดี รักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทย ยกย่องภูมิปัญญาท้องถิ่น มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลกที่ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานเต็มศักยภาพ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต มีเจตคติที่ดีในการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิต เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้เทคโนโลยีในการจัดการศึกษา เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม

โรงเรียนได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ และพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นที่ 1
ในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ.2551 โดยมีการดำเนินงานโครงการ (ต้นแบบ) ดังนี้

 

"โครงการการเรียนรู้สู่เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงชีวิตพิชิตความทุกข์ยาก เฉลิมพระเกียรติพ่อหลวงปวงชนชาวไทย"

ผู้รับผิดชอบโครงการ : นางอุบล สัณฐิติ 

          โรงเรียนได้ดำเนินโครงการ(ต้นแบบ) ภายใต้ความร่วมร่วมมือของผู้บริหาร ครูและนักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครูผู้สอนได้จัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการลงในสาระวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะจากการปฏิบัติงานโครงการในการทำการเกษตรแบบผสมผสานและเกษตรพื้นบ้านปลอดสารพิษ

 

กิจกรรมในโครงการ(ต้นแบบ)
         การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
         การทำปุ๋ยหมักจากเศษผักและผลไม้ที่เหลือจากอาหารกลางวัน โดยมีการจัดเป็นฐานการเรียนรู้ให้นักเรียนได้เรียนรู้และปฏิบัติจริง และนำไปใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชผักสวนครัว สวนสมุนไพร และต้นไม้บริเวณโรงเรียน
         การเลี้ยงปลาดุก
         โรงเรียนดำเนินการปรับปรุงบ่อปลาดุกที่มีอยู่เดิมและซื้อพันธุ์ปลาดุกมาเลี้ยงและขยายพันธุ์ผลผลิตที่ได้นำไปเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียนส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายให้กับผู้ปกครองในราคาย่อมเยา ส่วนรายได้ที่มาจากการจำหน่ายปลาดุกได้นำไปจัดหาพันธุ์ปลาดุกมาเลี้ยงและขยายพันธุ์เพิ่ม

         จากประสบการณ์การดำเนินงานทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนา โดยคณะทำงานทั้งครูและนักเรียนพบว่า การเลี้ยงปลาดุกพันธุ์รัสเซียใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงน้อยกว่าพันธุ์บิ๊กอุย จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ปลาที่เลี้ยง และได้ดำเนินการในการผลิตอาหารปลาดุกเองในโรงเรียนเพื่อใช้สลับกับอาหารเม็ดสำเร็จรูปซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จำนวนหนึ่ง

         การปลูกผักสวนครัว ผลไม้และสมุนไพร

         โรงเรียนจัดแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อนำผลผลิตเข้าโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน ได้แก่ ชะอม พริก ผักบุ้ง ผักชี ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอม คึ่นช่าย มะเขือเทศ มะเขือเปาะ พริกอ่อน ถั่วฝักยาว ฟักทอง กุยช่าย เป็นต้น โดยพืชผักดังกล่าวได้มีการปลูกสลับหมุนเวียนกันไป

         นอกจากนี้ มีการปลูกผลไม้เพื่อใช้เป็นอาหาร ได้แก่ ฝรั่งแป้น ฝรั่งกิมจู มะพร้าวน้ำหอม พุทรา มะนาวแป้น มะนาวไข่ กระท้อน มะม่วงเขียวใหญ่ มะม่วงโชคอนันต์ น้อยหน่า ละมุด ขนุน ชมพู่ กล้วย และมะละกอ เป็นต้น ส่วนสมุนไพรหายากนำไปใช้ประโยชน์ในการเป็นอาหาร และเป็นยารักษาโรคตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ได้แก่ ชุมเห็ดเทศ ว่านหางจระเข้ มะแว้ง กระเจี๊ยบแดง ข่า หญ้าหนวดแมว ฟ้าทะลายโจร ไพร และตะไคร้หอม เป็นต้น

         การเพาะเห็ดนางฟ้า

         การจัดทำโรงเรียนเพาะเห็ดนางฟ้า โรงเรียนได้ใช้ “ใบจาก” ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และซื้อพันธุ์เห็ดมาครั้งละ 1,000 – 1,500 ก้อน มาลงในโรงเรือน รดน้ำทุกวันโดยใช้น้ำที่สูบขึ้นมาจากคลองด้านหลังของโรงเรียน

         ผลผลิตที่ได้ส่งเข้าสู่โครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัตถุดิบจากภายนอกและนักเรียนได้รับประทานอาหารที่ปลอดจากสารเคมี ส่วนผลผลิตที่เหลือจำหน่ายให้กับผู้ปกครองของนักเรียน เมื่อก้อนเห็ดเก่าหมดเชื้อแล้วจึงจัดซื้อก้อนเชื้อเห็ดใหม่มาทดแทน ส่วนก้อนเชื้อเก่านำไปเป็นปุ๋ยในแปลงผักสวนครัวต่อไป

         การทำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

         การทำน้ำยาล้างจาน สูตรมะกรูด และแชมพูสมุนไพร (ดอกอัญชันผสมมะกรูด) ผลิตภัณฑ์ที่ได้นำไปใช้ประโยชน์ในโรงเรียน ส่วนที่เหลือนำไปจำหน่ายในราคาย่อมเยา

         การเผาถ่าน

         เนื่องจากโรงเรียนได้รับบริจาคเตาเผาถ่านมา ประกอบกับโรงเรียนมีต้นไม้และกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นจำนวนพอสมควร จึงได้นำไม้เหล่านั้นมาเผาเพื่อทำเป็นถ่านใช้ในโรงครัวของโรงเรียน และได้ผลพลอยได้เป็นน้ำส้มควันไม้ ต่อมาภายหลังได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานและชุมชน จึงได้มีการพัฒนาจากการใช้กิ่งไม้(ซึ่งมีจำนวนน้อยลง) มาเผาถ่านจากกะลามะพร้าว ซึ่งได้วัตถุดิบมาจากชุมชนโดยรอบ อีกทั้งการเผากะลาใช้เวลาน้อยกว่า เมื่อนำมาอัดแท่งและตากแห้งจะให้ความร้อนได้ดี ติดไฟนานและประหยัดค่าใช้จ่าย

         จักรยานปั่นน้ำ

         การทำจักรยานปั่นน้ำเพื่อส่งน้ำจากคลองด้านหลังโรงเรียนไปใช้รดน้ำต้นไม้ พืชผักสวนครัว และเห็ดนางฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าน้ำของโรงเรียนไปได้จำนวนหนึ่ง และสร้างวินัยในระบบการการทำงาน/กิจกรรมของนักเรียนที่มีการแบ่งความรับผิดชอบกัน

 

บทเรียนและประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ(ต้นแบบ)
  1. กระบวนการเรียนรู้ทำให้นักเรียนรู้จักการพึ่งตนเองและเข้าใจถึงหลักความพอประมาณ การมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มในการดำเนินชีวิต โดยสิ่งที่ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม คือ การมีผลผลิตและนำผลผลิตนั้นไปใช้ประโยชน์ ส่งผลถึงการลดค่าใช้จ่าย เกิดการออม และเห็นคุณค่าของความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ซึ่งถือเป็นการปูพื้นฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคตให้เยาวชน
  2. การบูรณาการเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงลงในสาระการเรียนรู้ โดยใช้โครงการ(ต้นแบบ) เป็นแหล่งเรียนรู้และปฏิบัติจริง ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการและเห็นผลเป็นรูปธรรม นักเรียนรู้จักความร่วมมือ การปรับตัวและการแก้ปัญหาในการดำเนินงาน เกิดความเข้าใจและความรู้และประสบการณ์ไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้
  3. เกิดระบบการทำงานและการมีส่วนร่วมของสมาชิกในโรงเรียนในการดำเนินงานโครงการและกิจกรรม รวมถึง ความภาคภูมิใจและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมกัน
  4. โรงเรียนสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบจากภายนอก โดยรับผลผลิตจากโครงการเข้าไปสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน
  5. นักเรียน(กลุ่มเป้าหมาย) มีทักษะและประสบการณ์ในกระบวนการสร้างงานและผลผลิต โดยสามารถเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพในอนาคต
  6. นักเรียนได้รับสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน และปลอดสารพิษ เนื่องจากกระบวนการผลิตได้รับการควบคุมและดูแลให้ปลอดจากสารเคมี
  7. ทักษะและประสบการณ์การเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาและประยุกต์การดำเนินงานให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อม และบริบทมากยิ่งขึ้น  
  8. การขยายผลการเรียนรู้สู่ชุมชนและหน่วยงานภายนอกทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโครงการของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และเกิดความร่วมมือในระดับท้องถิ่นในการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

การขยายผลโครงการ

         โรงเรียนได้ดำเนินการโครงการและกิจกรรมภายในโรงเรียนประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย และขยายผลการเรียนรู้สู่ท้องถิ่น และเกิดการแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดการสาธิตและเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้สนใจ ได้แก่ การสาธิตการทำน้ำยาล้างจานให้กับชุมชนในเขตเทศบาลวังเย็น และโรงเรียนวัดบางกะจะและชุมชนวัดไผ่แก้วเข้าร่วมเรียนรู้การเผาถ่านด้วยกะลามะพร้าวและทำถ่านอัดแท่ง  เป็นต้น