เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การบริโภคที่เกินความจำเป็น และการนำพลังงาน ที่ใช้แล้วหมดไปจากใต้พิภพมาใช้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ล้วนมีส่วนสำคัญทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน  ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้

ด้วยการเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทย สถาบันจึงเป็นองค์กรแรกที่ได้ศึกษาวิจัยติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรในปี 2536 ต่อมาได้ดำเนินการวิจัยเชิงนโยบายให้กับภาครัฐ ผลงานลำดับต้นๆ ของสถาบันหลังจากที่รัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในปี 2537 ก็คือ การจัดทำบัญชีรายการแห่งชาติว่าด้วยแหล่งและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในขณะนั้นและที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ก๊าซเรือนกระจกถูกปลดปล่อยออกจากภาคพลังงานมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคการเกษตรและภาคป่าไม้ พร้อมกันนี้ สถาบันได้ศึกษาวิจัยและจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติและแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคาดการณ์ความเป็นไปได้ของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกให้กับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง ผลงานเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานยกระดับการดำเนินงานของสถาบัน โดยเฉพาะการศึกษายุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2549 ที่รัฐบาลใช้เป็นแผนที่นำทางของประเทศในการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนาหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา

รากฐานจากการดำเนินงานข้างต้น ทำให้ในปัจจุบันสถาบันได้ขยายงานด้านการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลงสู่ระดับปฏิบัติและการวิจัยเฉพาะภาคส่วนที่ก่อให้เกิดและที่ได้รับผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก เช่น การท่องเที่ยว การเกษตร และพลังงาน ภายใต้แนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชนและองค์กรระหว่างประเทศ มีขอบข่ายการดำเนินงานครอบคลุมหลายระดับและกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ในระดับพื้นที่ได้ดำเนินโครงการ The Asia-Pacific Forum for Environment and Development ปฏิบัติการลดภาวะโลกร้อน (ด้านการเกษตร) การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในการปลูกข้าวโดยใช้หลักการของ System of Rice Intensification (SRI) ในภาคกลางของประเทศไทย

ในระดับที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายภายในประเทศและกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียและอาเซียน ได้แก่ โครงการเครือข่ายเมืองในเอเชียเพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Asian Cities Climate Change Resilience Network - ACCCRN) ที่ดำเนินการร่วมกับสำนักงานเทศบาลและองค์กรเครือข่ายในพื้นที่เมืองหาดใหญ่และเมืองเชียงราย ซึ่งหลังจากได้ศึกษาและสังเคราะห์บทเรียนจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาคีในการพัฒนาโครงการนำร่องด้านการปรับตัวรับความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว สถาบันได้มุ่งขยายพื้นที่ดำเนินงานเพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับเมืองอื่นๆ ของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป

นอกจากนี้ สถาบันยังได้นำเครื่องมือต่างๆ มาใช้เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กรหรือหน่วยงาน อาทิ การบริหารจัดการคาร์บอน (Carbon management), Carbon footprint, Carbon offset, การดำเนินงานด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean development mechanism, CDM)  รวมถึงการร่วมขับเคลื่อนผ่านผู้บริโภคไปสู่ผู้ผลิตเพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอาศัยระบบ ฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) เพื่อรับรองสินค้าที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกระบวนการผลิตได้ตามเกณฑ์กำหนด ถือเป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมีส่วนร่วมลดภาวะโลกร้อน ต่อมาได้พัฒนาการไปสู่การการรับรองภาคอาคารและบริการ อาทิ สำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น หรือที่เรียกว่า การรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอาคาร (Carbon Reduction Certification for Building)

งานภายใต้กลุ่มงานนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สถาบันจะมุ่งมั่นทำงานกับภาคีเครือข่ายเพื่อเตรียมความพร้อม เท่าทัน และพัฒนาขีดความสามารถของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชนหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเพื่อมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกในการดำเนินการเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง
 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ contributes to SDGs as follows: