การพัฒนาประเทศที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ใช้การบริโภคของปัจเจกบุคคลเป็นแรงขับเคลื่อน และเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ารูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนเป็นเหตุแห่งความเสื่อมโทรมและความไม่สมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สถาบันตระหนักถึงเหตุและผลดังกล่าว จึงผลักดันแนวคิดการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสถาบันในปี พ.ศ. 2536 โดยได้ศึกษาผลการดำเนินงานและผลสำเร็จของประเทศต่างๆ รวมถึงติดตามการเคลื่อนไหวในเวทีการค้าโลก การเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อมาประยุกต์และช่วยเหลือภาคการผลิตและกลุ่มผู้บริโภคตามวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงเวลา

ด้านการผลิต

ในปี พ.ศ. 2540 สถาบันได้ส่งเสริมการประยุกต์เทคโนโลยีสะอาด (cleaner technology) ในภาคการผลิตเพื่อให้อุตสาหกรรมไทยมีการผลิตที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและก่อให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด ต่อมาเมื่อสรุปบทเรียน พบว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ  การได้รับอนุมัติหรือได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารองค์กร การสร้างทีมการจัดการสิ่งแวดล้อม และการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในโรงงาน เป็นเรื่องที่สำคัญ สถาบันจึงได้นำแนวการดำเนินงานจากประเทศญี่ปุ่นในเรื่อง small group activity (SGA) เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนกระบวนทัศน์ รวมทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษารายโรงงาน และการให้คำปรึกษาถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต  นอกจากนี้ยังได้เชื่อมโยงการประหยัดและอนุรักษ์พลังงานเข้าเป็นส่วนสำคัญในการให้คำปรึกษาเพื่อให้เกิดการลงทุนปรับเปลี่ยนการผลิตได้เร็วขึ้น เนื่องจากการประหยัดพลังงานให้ผลตอบแทนในการลงทุนดีกว่า เห็นผลเร็วกว่า และสามารถทำให้การผลักดันด้านสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนไปได้ด้วย

ในปี พ.ศ. 2548 สถาบันและ German Technical Cooperation (GTZ) ร่วมกันศึกษาแนวทาง Eco-industrial concept, eco-efficiency มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยโดยได้นำร่องในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมบางปู และอีกหลายนิคม เพื่อให้เกิดการปรับปรุงการทำงานของนิคมที่มีโอกาสก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ในการดำเนินงานสนับสนุนกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สถาบันดำเนินการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิ
  • การพัฒนาฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตในกระบวนการผลิตเหล็ก สี ยางธรรมชาติ พรม อาหารสุกร อาหารไก่ การผลิตน้ำประปา การผลิตน้ำอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการมูลฝอยชุมชน และการปรับปรุงน้ำเสียชุมชน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรองรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต
  • การพัฒนาฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศด้านอุตสาหกรรมการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
  • การจัดการระบบข้อมูลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 14048 การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design; Eco-Design หรือ Green Design) ซึ่งถือเป็นแนวทางการจัดการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับกลุ่มสิ่งทอ โลหะและเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ไม้ และแบตเตอรี่รถยนต์ รวมถึงการออกแบบสายโซ่การผลิตผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การใช้การประเมินวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) เพื่อประเมินการก่อมลพิษและการใช้ทรัพยากรในทุกขั้นตอนของชีวิตผลิตภัณฑ์ เช่น ไฟฟ้า แก๊สโซฮอล สินค้าอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เป็นต้น
  • ด้วยความตระหนักถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะประชาคมโลกที่ควรมีส่วนร่วมลดสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกผ่านการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน สถาบันได้ใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เป็นเครื่องมือบอกปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พรม ตัวอย่างเช่น ยางรถยนต์ บรรจุภัณฑ์อาหารและสิ่งทอ
ในปี พ.ศ. 2554 ได้ประยุกต์แนวทาง LEAN เข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมของภาคการผลิต เพื่อให้แผนธุรกิจของทุกบริษัทมีการนำสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน และให้การปฏิบัติงานของพนักงานมีการนำเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจในการทำงาน

รวมถึงการศึกษาผลกระทบของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ REACH, WEEE และ RoHS ที่มีต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและเท่าทันกติกาการค้าระหว่างประเทศ

ด้านการบริโภค

ในการประชุมในหลายๆ วาระในต่างประเทศได้ข้อสรุปที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าหากผู้บริโภคมีความแข็งแรง มีข้อมูลที่เพียงพอ มีความรู้ จะเป็นฟันเฟื่องที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนภาคการผลิตให้ใส่ใจในการเลือกวัตถุดิบ การผลิต คุณภาพสินค้า การจัดการของเสียหรือซากหลังการใช้ ในปี 2539 จึงได้เกิดโครงการฉลากเขียว ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทำหน้าที่เลขานุการ โดยมีวัตถุประสงค์
  • เพื่อพัฒนาเกณฑ์และข้อกำหนดสินค้า “ฉลากเขียว” (Green Label) ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าที่ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกัน
  • เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามเกณฑ์และข้อกำหนด
  • เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ในการรับรองสินค้าฉลากเขียวจะใช้ การประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) เป็นเครื่องมือประเมินการก่อมลพิษในทุกขั้นตอนของชีวิตสินค้า ฉลากเขียวถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ใช้ตลาดเป็นเครื่องมือในการป้องกันรักษาธรรมชาติผ่านการผลิตและการบริโภคของผู้ผลิตและผู้บริโภคทุกคน เพื่อแสดงการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม

การดำเนินโครงการฉลากเขียวของสถาบันประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เมื่อคณะรัฐมนตรีได้กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว หรือการซื้อสินค้าและบริการที่ก่อมลพิษน้อย ในปีงบประมาณ 2550-2555 ควบคู่ไปกับการพัฒนาข้อกำหนดและรับรองสินค้าฉลากเขียว สถาบันยังได้มีบทบาทในการวิจัยเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกำหนดทิศทางและผลักดันการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ อาทิ การศึกษาและจัดทำแผนที่นำทางการบริโภคอย่างยั่งยืน การพัฒนากลไกการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในกลุ่มผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ สถาบันได้พัฒนาโครงการ ฉลากลดคาร์บอน สำหรับสินค้าและบริการ (Carbon Reduction Label) เพื่อใช้รับรองสินค้าของผู้ประกอบการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกระบวนการผลิตได้ตามเกณฑ์กำหนด และโครงการการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอาคาร (Carbon Reduction Certification for Building) ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักการเดียวกัน

ปัจจุบัน ฉลากสิ่งแวดล้อม ทั้งฉลากเขียว (Green Label) และฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) เป็นงานที่สถาบันมุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับการให้บริการแก่ผู้ประกอบการ การเพิ่มจำนวนชนิดผลิตภัณฑ์ บริการ และอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ รวมถึงการสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมผ่านการอุดหนุนสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
 

การผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน contributes to SDGs as follows: