ธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นหลักการบริหารหรือการปกครองที่ให้ความสำคัญ ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ธรรมาภิบาลพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เกิดจากการพัฒนาประเทศอย่างไม่ยั่งยืน อันมีสาเหตุสำคัญมาจากความตกต่ำทางด้านคุณธรรมจริยธรรมในทุกวิชาชีพ และความบกพร่อง อ่อนแอ และหย่อนประสิทธิภาพของกลไกการบริหารจัดการทุกระดับ ทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่ในภาคสังคม

บทบาทของสถาบันในเรื่องธรรมาภิบาลนี้ เราได้ผลักดันแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” (Environmental Governance) มาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่ง สืบเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรองปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (Rio Declaration on Environment and Development) เมื่อปี 2535 ซึ่งในหลักการข้อที่ 10 ระบุว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องมี ส่วนร่วมของประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ” เราสั่งสมฐานการศึกษาวิจัยทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ตั้งแต่การศึกษาบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย การมีส่วนร่วมของประชาชนในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในมิติสิ่งแวดล้อมของเอเชียและยุโรป พร้อม ๆ กับการปฏิบัติงานผลักดันให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมมือในลักษณะพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมือง เป็นแนวทางและกรอบดำเนินงานให้หน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติการการพัฒนา ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ฐานการศึกษาดังกล่าวทำให้สถาบันได้เข้าร่วมเป็นภาคีใน The Access Initiative (TAI) ในฐานะผู้แทนทวีปเอเชีย ร่วมกับภาคีอีก 4 ทวีประหว่างปี 2543-2544 และได้ร่วมกันพัฒนาตัวชี้วัดธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นเครื่องมือประเมินผลงานของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และระหว่างปี 2544-2552 ได้นำตัวชี้วัดนี้ไปใช้กับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของประเทศ รวมทั้งโครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หรือธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมมาบตาพุด ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันยังได้ขยายบทบาทเป็นวิทยากรให้กับองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศเพื่อนบ้านภูมิภาคอาเซียนในการนำตัวชี้วัดไปใช้ปฏิบัติด้วย

ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ คือ ผลการศึกษาธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 3 ของสถาบันและองค์กรภาคี นอกจากจะถูกนำไปใช้เป็นสาระสำคัญใน 3 มาตราที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประกาศใช้ในเดือนสิงหาคม 2550 แล้ว สถาบันยังได้นำไปใช้ผลักดันให้มีการกำหนดให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามมาตรา 7 (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 อีกด้วย

สถาบันมุ่งเพิ่มศักยภาพขององค์กรประชาสังคม (Civil Society Organizations) และสื่อมวลชน ในด้านการสื่อสารและการเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมของประชาชนและความเป็นธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Access Rights) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมาภิบาลที่จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region) ในส่วนของภาครัฐ สถาบันช่วยพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสมาคมสันนิบาตเทศบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของ 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการจัดการเมืองและสิ่งแวดล้อมโดยใช้หลักธรรมาภิบาล และมุ่งสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนในท้องถิ่นในการวางแผนและตัดสินใจการดำเนินงานพัฒนาเมือง โดยหวังจะให้เกิดเครือข่ายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค เพื่อร่วมรวมพลังกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในอนาคตไปในทิศทางที่เหมาะสม
 

ธรรมาภิบาล contributes to SDGs as follows: