มารู้จักกับ PM2.5 กัน

ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา
ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
 
29 ตุลาคม 2562 | 16:55 น.
PM2.5  คือ ละอองลอยในอากาศที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหรือเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือ ไมครอน หรือ 2.5 ส่วนของ 1 ล้านเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับเส้นผมแล้ว มีขนาดเพียง 1 ส่วน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมเท่านั้น ดังนั้น PM2.5 จะสามารถผ่านเข้าไปถึงถุงลมในปอดซึ่งเป็นส่วนลึกสุดของปอด ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ระบบทางเดินหายใจติดเชื้อ หลอดลมอักเสบ ถุงลมปอดอุดกั้น หอบหืดกำเริบ และภูมิแพ้ เป็นต้น มีรายงานว่า PM2.5 สามารถผ่านผนังหลอดเลือดในปอดเข้าไปในระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นต้น นอกจากนี้ PM2.5 ยังมีองค์ประกอบของสาร Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้ จากรายงานการศึกษายังพบว่า จาก 79 ปัจจัยเสี่ยง PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงลำดับที่ 6 ที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร โดยใน ปี พ.ศ. 2559 PM2.5 มีส่วนทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตถึง 4.1 ล้านคน

ความจริงแล้ว กรุงเทพมหานคร มีปัญหา PM2.5 เกินค่ามาตรฐานมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มมีข้อมูลการตรวจวัด PM2.5 ในปี พ.ศ. 2554 เสียอีก เนื่องจากมี PM2.5 ถูกระบายจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปริมาณสูงมาก ประกอบกับการที่มีสภาวะอากาศปิดและลมสงบ ซึ่งไม่เอื้อต่อการลอยตัวและการแพร่กระจายของ PM2.5 ที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว ทำให้เกิดการสะสมของ PM2.5 ในอากาศและมีความเข้มข้นเฉลี่ยรายวันเกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร อยู่บ่อยๆ ในช่วงวิกฤตระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี หลังจากนั้น PM2.5 จะลดลงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในระหว่างเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนที่มีสภาวะอากาศเปิดและกระแสลมแรง ที่เอื้อต่อการลอยตัวและการแพร่กระจายในอากาศของ PM2.5 ทำให้ไม่เกิดการสะสมของ PM2.5 ในอากาศและมีความเข้มข้นเฉลี่ยรายวันลดลงอยู่ในค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม พบว่าค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มบังคับใช้น้ำมัน Euro 4 ซึ่งมีปริมาณกำมะถันน้อยกว่า 50 ppm และรถใหม่ที่มีปริมาณการระบายมลพิษอากาศเป็นไปตามมาตรฐานระดับ Euro 4




แหล่งกำเนิด PM2.5 ที่สำคัญเป็นลำดับที่ 1 ในกรุงเทพมหานคร คือ การจราจรขนส่ง ซึ่งมีรถที่จดทะเบียนประเภทต่าง ๆ รวมกันมากกว่า 10 ล้านคัน โดยเฉพาะรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลซึ่งไม่มีอุปกรณ์กำจัดฝุ่นในท่อไอเสียเลยแม้แต่คันเดียว นอกจากนี้ การจราจรที่ติดขัดเป็นอย่างมากเข้าขั้นวิกฤต ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้รถมีการระบายฝุ่นเพิ่มมากขึ้น แหล่งกำเนิด PM2.5 ที่สำคัญเป็นลำดับที่ 2 คือ การเผาในที่โล่งของชีวมวลประเภทต่าง ๆ ได้แก่ เศษวัสดุที่เหลือจากการเพาะปลูกพืชประเภทต่าง ๆ ขยะ เศษใบไม้ วัชพืชริมถนน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมี  PM2.5 ที่เกิดขึ้นในอากาศเองจากปฏิกิริยาเคมีในอากาศ ซึ่งเปลี่ยนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ไปเป็นฝุ่นซัลเฟตและฝุ่นไนเตรท ในส่วนของการก่อสร้างและถนน ถึงแม้ว่าจะก่อให้เกิดฝุ่นเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ฝุ่นส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะเป็นฝุ่นขนาดใหญ่ ซึ่งจะตกลงสู่พื้นในเวลาอันสั้น โดยมีส่วนที่เป็นฝุ่น PM2.5 จำนวนไม่มาก 

การแก้ไขปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพมหานครในช่วงวิกฤตระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าที่จะได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควรมุ่งเน้นไปที่การควบคุมที่ต้นเหตุเป็นหลัก คือ การลดปริมาณการระบาย PM2.5 จากแหล่งกำเนิดที่สำคัญต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าจะสามารถทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
  • การลดการระบาย PM2.5 จากรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ด้วยการใช้น้ำมันดีเซลที่มีสารกำมะถันไม่เกิน 10 ppm แทนน้ำมันดีเซลที่มีสารกำมะถันไม่เกิน 50 ppm ซึ่งสามารถลดการระบาย PM2.5 ได้ระหว่างร้อยละ 15 ถึง 20
  • การใช้รถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแทนรถที่ใช้น้ำมันดีเซล
  • การลดปริมาณรถที่เข้ามาในกรุงเทพมหานคร
    • ขยายเขตจำกัดเวลารถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่ให้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร
    • อนุญาตให้เจ้าหน้าที่และพนักงานบางส่วนสามารถปฏิบัติงานจากที่บ้านได้ สำหรับงานที่มีลักษณะที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำที่สำนักงาน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
    • ส่งเสริมและให้แรงจูงใจแก่เจ้าหน้าที่และพนักงานให้เดินทางโดยรถสาธารณะแทนการใช้รถส่วนบุคคล หรือการใช้รถร่วมกัน
    • กำหนดเขตควบคุมอากาศที่เคยใช้มาแล้วในอดีต
  • การจัดการให้การจราจรมีความคล่องตัวมากขึ้น ให้มีความเร็วเฉลี่ยของการจราจรในระหว่าง 20-30 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งจะทำให้รถบรรทุกดีเซลมีการระบายฝุ่นลดลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับที่ความเร็ว 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง เช่น การห้ามจอดรถริมถนนอย่างเด็ดขาด การคืนพื้นผิวการจราจรให้มากที่สุด และการแก้ไขจุดกลับรถต่าง ๆ เป็นต้น
  • การตรวจจับและปรับรถที่มีควันดำเกินมาตรฐาน จะต้องควบคู่ไปกับการห้ามใช้รถที่มีควันดำเกินมาตรฐานดังกล่าว จนกว่าจะนำไปซ่อมให้มีควันดำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อน จึงจะอนุญาตให้นำกลับมาใช้ได้
  • การควบคุม/ห้ามการเผาชีวมวลประเภทต่าง ๆ ในที่โล่งอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สภาวะอากาศไม่เอื้อต่อการลอยตัวและการแพร่กระจายของ PM2.5

การแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่ผ่านมาด้วยการฉีดพ่นน้ำไปในอากาศ การล้างถนน หรือการกรองอากาศ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งมีผลต่อการลด PM2.5 ได้ไม่มากนัก ไม่สามารถที่จะลด PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
 
โดย     ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา   ที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  

ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา

ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย