COVID-19 STORY: ชุมชนเชื่อมประสาน

พวงผกา ขาวกระโทก
 
31 กรกฎาคม 2563 | 11:07 น.



การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี 2562 ได้ก่อให้อาการป่วยตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงมาก ซึ่งองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้เป็นการระบาดครั้งใหญ่ของโลก แนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดมีหลายระดับ โดยให้เริ่มที่การป้องกันตัวเอง การกำหนดมาตรการทางสังคม และมาตรการระดับประเทศ


ชุมชน-รัฐ ประสานสู้ภัย COVID-19


การสู้ภัยเชื้อไวรัส COVID-19 ในระดับชุมชน ได้มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำภารกิจเป็นด่านหน้า ร่วมเป็นคณะติดตามเชิงรุกกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่ ซึ่งก็คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ช่วยกันเคาะประตูบ้านทุกหลังคาเรือนเพื่อตรวจคัดกรองเชื้อไวรัส COVID-19 พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัส COVID-19 การป้องกันตัวเอง การใช้ยา และการเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อตัวนี้  โดยมีการจัดหาหน้ากากอนามัยให้กับทุกคนในชุมชน หากพบผู้ป่วยก็จะประสานแจ้งให้เจ้าหน้าที่มารับถึงชุมชนโดยทันที


เป็นที่ทราบกันดีว่า การดำเนินงานนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง เกิดผลเป็นรูปธรรม จนองค์การอนามัยโลกยกย่อง อสม. ของไทยว่าเป็นฮีโร่เงียบ ที่ทำให้อัตราการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในประเทศของไทยอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ กลายเป็นประเทศตัวอย่างลำดับต้นๆ ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อครั้งนี้
 

ชุมชน-ชุมชน แลกเปลี่ยน ข้าว ปลา อาหาร เชื่อมประสานเพื่ออยู่รอด


ในสถานการณ์ที่ต้องกักตัวเอง รักษาระยะห่างทางสังคม และหยุดกิจการหลายๆ อย่าง เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ แต่ยังโชคดีว่าหลายชุมชนที่มีการจัดระบบระเบียบชุมชน มีแกนนำลุกขึ้นช่วยกันคิดหาหนทางเพื่อความอยู่รอดได้เชื่อมประสานกันระหว่างชุมชนและชุมชน แลกเปลี่ยนสินค้าและอาหาร ไม่ว่าเป็นข้าว ปลา ผลไม้ และสิ่งของอาหารแห้ง อย่างกรณีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ในชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ตได้นำปลาจากท้องทะเลไปแลกกับข้าวสารจากดอยสูงของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งต้องชื่นชมหลายๆ หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน เช่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิชุมชนไท และองค์กรภาคีเครือข่าย
 

ชุมชน-ฐานทรัพยากร เพื่อการพึ่งตนเอง


ในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญกับภัยจากภายนอกเช่นนี้ หลายชุมชนได้มีเวลาอยู่กับพื้นที่และหันกลับมาดูแลฐานทรัพยากรมากขึ้น  เห็นได้ชัดว่าการอยู่รอดในสถานการณ์เช่นนี้ คือการพึ่งพาตนเอง  จึงชวนกันฟื้นฐานทรัพยากร การผลิต การบริโภคสร้างตลาดในชุมชน  สร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อยืนหยัดในภาวะวิกฤติ อย่างเช่นกลุ่มชาวนาอินทรีย์ในเขตตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ที่ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรพาณิชย์เชิงเดี่ยวมาเป็นการทำเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรยั่งยืน เปลี่ยนพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นพื้นที่อาหารมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา


อีกกรณีที่น่าสนใจ คือ การตั้งรับและปรับตัวของชุมชนชาวนาอีสาน จังหวัดมหาสารคาม โดยหันมาพึ่งตนเองด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชนมากขึ้น กลับมาหาและบริโภคอาหารตามธรรมชาติ เช่น ไข่มดแดง ผักตามธรรมชาติ โดยมีตลาดท้องถิ่น ตลาดนัดอาหารอินทรีย์ (ตลาดเขียว) ทำหน้าที่กระจายผลผลิตและรายได้ รวมทั้งกำหนดกฎระเบียบ มาตรการให้มีความเข้มงวด จัดระยะห่าง ตรวจวัดผู้เข้าตลาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19
 

ชุมชน-วัด อยู่รอด ปลอดภัย ได้บุญ


ในสถานการณ์ปกติพระสงฆ์ออกมาบิณฑบาต ชาวพุทธเข้าวัดทำบุญ และมีกิจกรรมทางศาสนากันเป็นประจำ แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นเหตุให้พระสงฆ์งดบิณฑบาต งดรับกิจนิมนต์ ทำให้ชาวพุทธต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถทำบุญได้ตามปกติ บ้างก็เลือกเข้าวัดมากขึ้น บ้างก็เปลี่ยนเป็นทำบุญออนไลน์ ดังที่ พระราชธรรมนิเทศ (พะยอม กัลยาโณ) กล่าวว่า มีพุทธศาสนิกชนได้หลั่งไหลมาเหมือนเดิมและมากกว่าในช่วงปกติ และวัดยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้ หลายวัดได้เปิดโรงทาน บริจาคข้าวปลาอาหารให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัส COVID-19 สำหรับคนตกงาน และผู้คนที่เดือดร้อน 

แต่ภารกิจสำคัญที่วัดยังต้องเป็นที่พึ่งสำหรับชุมชน คือ พิธีสวดอภิธรรมศพสำหรับผู้ที่ล่วงลับ งานศพไม่สามารถงดได้แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการร่วมพิธีได้ โดยใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร และแบ่งอาหารเป็นจานใครจานมัน หรือพกขวดน้ำ จาน ช้อน ส้อมมาเอง รวมทั้งการกรวดน้ำที่ชาวบ้านหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัวกัน เปลี่ยนจากการแตะศอกแผ่กุศลต่อๆ กันเป็นการส่งต่อกุศลผ่านอากาศเหมือนการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ โดยใช้วิธีการหงายมือ เว้นระยะห่างทำมือเหมือนแตะคนข้างหน้า แต่ไม่ได้แตะ ซึ่งต่างเชื่อว่ากุศลไปถึงเหมือนกันและยังปลอดภัยอีกด้วย


ชุมชน-โรงเรียน ขับเคลื่อนให้การศึกษาดำเนินต่อไป
 

โรงเรียนเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดและติดเชื้อไวรัส COVID-19  แม้ช่วงของการเริ่มแพร่ระบาดเป็นช่วงที่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานปิดภาคเรียน  และรัฐได้ประกาศให้เลื่อนวันเปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 ของปี 2563 ก็ตาม แต่ทางสถานศึกษา คณะครู และชุมชน ก็ต้องเตรียมตัวตั้งรับกับเหตุการณ์นี้ การหารือกัน การเยี่ยมบ้านนักเรียน สร้างขวัญกำลังให้กับนักเรียน ได้ทำกันอย่างต่อเนื่อง  ก่อนจะมีการจัดระบบการเรียนทางไกลเกิดขึ้น


แนวทางการปรับตัวเพื่อรับมือกับเชื้อไวรัส COVID-19 และรองรับการศึกษา ซึ่งเป็นระบบการเรียนการสอนทางไกล การสลับกันไปเรียนในชั้นเรียน เป็นสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่านี่เป็นโอกาสที่ได้อยู่ดูแลลูกหลายได้ใกล้ชิดกว่าเดิม  และอาจเป็นโอกาสในการถ่ายทอดและเรียนรู้ภูมิปัญญาจากคนรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งด้วยหากชุมชนเข้มแข็งก็จะสามารถปรับตัวได้เร็วในการเผชิญภัยรูปแบบต่างๆ ได้ดี และเชื่อว่าภัยคุกคามในครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้ชุมชนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเสี่ยงต่างๆ ในอนาคตได้ดีกว่าเดิม ส่วนบทบาทของหน่วยงานสนับสนุนภายนอกก็มีความสำคัญในการขับเคลื่อนให้ชุมชนก้าวไปข้างหน้าและลุกขึ้นมาได้

 


เรียบเรียง พวงผกา ขาวกระโทก
ผู้จัดการโครงการ    สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย 

สนับสนุนข้อมูล วชิราภรณ์ สมเดช และ เนตรชนก ขำวงษ์   
ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่แผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

แหล่งข้อมูล