New Normal ชีวิตวิถีใหม่และโอกาสในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา
ผู้อำนวยการสถาบันฯ
 
27 สิงหาคม 2563 | 15:46 น.

ช่วงก่อนการระบาดไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกประสบปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุให้โลกร้อน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่อุตสาหกรรม ขณะที่ประเทศไทยก็ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562

ต่อมาเมื่อต้นปี 2563 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย  กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก เกิดความเจ็บป่วย การเสียชีวิต การตื่นตระหนก การขาดการงาน และขาดรายได้ รวมทั้งผลกระทบต่อธุรกิจเกือบทุกสาขา จนเป็นแรงกดดันให้ต้องหาแนวทางในการปรับตัว เพื่อให้มีความอยู่รอดในภาวะวิกฤตครั้งนี้ จึงเกิดมาตรการปิดเมือง ปิดประเทศ จำกัดกิจกรรมการบินหรือการเดินทางข้ามประเทศแทบจะทั่วโลก รวมถึงการควบคุมการทำกิจกรรมออกนอกบ้าน ห้ามการเดินทาง เป็นผลให้เกิดรูปแบบทำงานที่บ้าน (Work from Home) อย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัส มาตรการเหล่านี้ ยังส่งผลให้พื้นที่ธรรมชาติที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว ต้องปราศจากนักท่องเที่ยวและผู้คนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

นับเป็นปรากฏการณ์อีกแง่มุมของโควิด-19 ที่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของทั่วทุกมุมของโลกในประเด็นต่าง ๆ ที่เราสามารถเรียนรู้และใช้เป็นจังหวะและโอกาสในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป ดังนี้

สภาพธรรมชาติได้โอกาสพักฟื้นและคืนตัว

เมื่อเมืองต่าง ๆ ถูกล๊อคดาวน์ การเดินทางถูกจำกัด สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ  ไม่ว่าทะเล ป่า ภูเขา ฯลฯ ถูกปิดลงชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นโอกาสให้ธรรมชาติได้ปราศจากการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติได้พักและฟื้นฟูตัวเองได้มากกว่าปกติอย่างต่อเนื่องกว่า 6 เดือน สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ได้มีโอกาสกลับมาใช้ธรรมชาติ หรือกลับมาใช้พื้นที่เมืองซึ่งปกติจะคับคั่งด้วยผู้คน  ดังเหตุการณ์ที่ปรากฏเหล่านี้

เต่าทะเลกลับขึ้นมาวางไข่  

เหตุการณ์เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563  บนชายหาด Rushikulya รัฐโอดิชา ประเทศอินเดีย ในพื้นที่ชายหาดกว่า 6 กิโลเมตร ซึ่งถูกปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ พบเต่าทะเลหลายหมื่นตัว ขึ้นมาวางไข่เป็นระยะ ๆ ไม่ขาดสาย เป็นชนิด “เต่าหญ้า (Olive Ridley)” ซึ่งตัวโตเต็มวัยมีขนาดประมาณ 75-80 เซนติเมตร หนัก 50 กิโลกรัม มีสถานะเป็นสัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ กรมป่าไม้ ประเทศอินเดีย ระบุว่า มีเต่าหญ้าตัวเมียจำนวนกว่า 7 หมื่น ทยอยเดินทางมาถึงชายหาด ขุดรังและวางไข่เฉลี่ย 100 ฟองต่อรัง ตามธรรมชาติของเต่าทะเล เต่าตัวเมียจะกลับมาวางไข่ยังสถานที่ที่ตนเกิด และในพื้นที่ชายหาดรัฐโอดิชาก็ถือเป็นแหล่งกำเนิดของเต่าหญ้าจำนวนครึ่งหนึ่งของประชากรเต่าหญ้าทั่วโลก  อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เต่าทะเลที่กลับมาวางไข่มีจำนวนลดลงทุกปี เนื่องจากนักท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับเรือยนต์บริการนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้น  มีของเสียและขยะมูลฝอยที่เพิ่มมากขึ้นจนไปรบกวนแหล่งวางไข่ของเต่า อีกทั้งทำใหเต่ารู้สึกไม่ปลอดภัย แต่มาตรการกักตัวของมนาย์ในช่วงโควิด-19 ทำให้เต่าทะเลกลับมาวางไข่ได้อย่างสงบสุขอีกครั้ง โดยปีนี้กรมป่าไม้ ประเทศอินเดีย ได้มีการประเมินว่า มีเต่าทะเลไม่น้อยกว่า 475,000 ตัว กลับขึ้นมาวางไข่บนชายหาด ราว 60 ล้านฟอง จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ ชาวประมง และอาสาสมัคร ร่วมกันเฝ้าระวังไข่ให้ปลอดภัยจากสัตว์จรและการขโมย เพื่อให้ไข่ได้ฟักตัว  นี่ถือเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้กลับขึ้นมาวางไข่ในธรรมชาติมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา



ขณะที่ประเทศไทย พบว่ามีเต่ามะเฟือง (Leatherback turtle) ซึ่งเป็นเต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่พบในปัจจุบัน ได้ถูกจัดเป็นสัตว์สงวนชนิดใหม่ของไทย และมีสถานะใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการทำประมงที่ไม่เหมาะสมและขยะทะเล แหล่งวางไข่ถูกรบกวนจากกิจกรรมการท่องเที่ยว และบางพื้นที่มีการลักลอบเก็บไข่เต่า  ในครั้งนี้พบมีการขึ้นมาวางไข่และทำรังมากที่สุดในรอบ 20 ปี มากถึง 11 รัง ตามชายหาดต่าง ๆ ของฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ หาดบ่อดาน หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา หรือหาดทรายแก้ว หาดไม้ขาว หาดในทอน จังหวัดภูเก็ต โดยลูกเต่ามะเฟือง ได้ทยอยฟักออกมาและพากันคลานลงสู่ทะเลตรงกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19  ลูกเต่าเกิดใหม่ในครั้งนี้มีปริมาณมากกว่าครั้งอื่น ๆ ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา  ในทางวิชาการยืนยันว่า ลูกเต่าที่กำเนิดจากแหล่งไหน จะมีความสุขกับแหล่งกำเนิดนั้นและจะกลับเข้ามา  จึงต้องมีการอนุรักษ์แหล่งกำเนิดของเต่าทะเลไว้ให้มีสภาพตามธรรมชาติ โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ฝูงวาฬ พะยูน และสัตว์ทะเลหายาก พบเห็นได้ไม่ยาก

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเกาะลันตา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้พบฝูงวาฬเพชฌฆาตดำฝูงใหญ่ 10-15 ตัว ความยาวประมาณ 3-4 เมตร ว่ายน้ำบริเวณอ่าวหินงาม เกาะรอก ในเขตอุทยานฯ ห่างจากฝั่งเพียง 400 เมตร เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพบเจอวาฬเพชฌฆาตดำนี้ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา และยังพบวาฬบรูด้าและวาฬโอมูระทางฝั่งอันดามันแถบชายฝั่งทะเลจังหวัดพังงาและภูเก็ต โดยพบวาฬโอมูระมากถึง 4-5 ตัว และวาฬบรูด้าได้มีการพบถี่มากขึ้น บ่งบอกถึงความชุกชุมของสัตว์ทะเลหายากที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงวิกฤติดังกล่าวด้วย



นอกจากนี้ที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล และชาวบ้านในพื้นที่ คือ การปรากฏตัวของพะยูนในบริเวณอ่าวบ้านเพ จังหวัดระยอง โดยพะยูนในภาคตะวันออกมีเหลือเพียงกลุ่มเล็ก ๆ กระจายกันไป และแทบไม่มีใครพบเห็นมานานพอสมควร จากประชากรทั้งหมดที่สำรวจพบในปีที่แล้ว 261 ตัว ในพื้นที่ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย 13 พื้นที่  ในพื้นที่ที่มีประชากรพะยูนมากที่สุดในประเทศไทยที่ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ในช่วงโควิด-19 ก็พบพะยูนฝูงใหญ่ที่ไม่ค่อยถูกพบเห็นก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ ได้พบพะยูนฝูงใหญ่กว่า 30 ตัว ออกหากินหญ้าทะเลบริเวณแหลมจูโหย อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม (ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์)



ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ที่เกาะรัง จังหวัดตราด ยังพบ ปลาปักเป้ายักษ์ หรือ ปลาปักเป้าลายเสือ หรือ ปลาปักเป้าก้นดำมีรูปร่างยาว หัวโต ลำตัวค่อนข้างกลม ส่วนท้ายแบนข้างเล็กน้อย ลำตัวสีขาว มีลายเลอะสีเทาและจุดสีดำเล็ก ๆ กระจายทั่วตัว มีความยาวเต็มที่ได้ถึง 120 เซนติเมตร นับเป็นปลาปักเป้าชนิดที่ใหญ่-ที่สุดที่พบได้ในประเทศไทย ในช่วงกว่า 15 ปี ที่ผ่านมา เป็นปลาที่หากินในระดับใกล้กับหน้าดิน อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง กินสัตว์น้ำเล็ก ๆ ตามหน้าดินเป็นอาหาร และไม่ทำอันตรายต่อนักดำน้ำ



นอกจากนี้ยังพบนาก ซึ่งเป็นพบสัตว์ทะเลหายาก ในพื้นที่ต่าง ๆ ของชายฝั่งทะเลและพื้นที่เกาะในพื้นที่ภาคใต้ปรากฏตัวในพื้นที่ชายหาด ได้แก่ ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร หาดไนหาน เกาะภูเก็ต และ เกาะพะยาม จังหวัดระนอง

สัตว์ป่านานาชนิดรู้สึกปลอดภัย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ได้มีนกฟลามิงโก ราว 1.5 หมื่นตัว ออกมาหากินในพื้นที่ชุ่มน้ำมากกว่าปกติกว่า 25 %



นอกจากนี้ ในประเทศสเปน หมูป่าในแคว้นกาตาลุญญาลงจากเนินเขาจำนวนมาก เข้าค้นหาอาหารในเขตเมืองที่ไม่มีคน เพ่นพ่านถึงย่านกลางเมืองบาร์เซโลนา และในประเทศฝรั่งเศส วาฬฟิน 2 ตัวว่ายน้ำเข้ามาเขตชาตฝั่งมาร์แชย์ คาดว่าเกิดจากจำนวนนักท่องเที่ยวและเรือที่ลดลง (วารสารสารคดี, มิถุนายน 2563)

รวมถึงการปิดอุทยานแห่งชาติทางบกในประเทศไทย ทั้งอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ธรรมชาติกลับมาฟื้นฟูด้วยตัวเอง ทำให้สัตว์ป่านานาชนิดกลับมาสมบูรณ์ เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวน เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ได้ถ่ายภาพความสวยงามของสัตว์ป่าสงวน รวมทั้งสัตว์ป่าคุ้มครองที่อาศัยหากินอยู่กับธรรมชาติ ส่งมาเผยแพร่ให้ประชาชนคนไทยได้ชมกัน ได้ โดยภาพสัตว์ป่าที่เจ้าหน้าที่สามารถถ่ายเอาไว้ได้นั้น ประกอบด้วย “เลียงผา” สัตว์ป่าสงวนที่หากินอยู่บนหน้าผา “ละมั่ง” สัตว์ป่าสงวนที่ถูกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ กำลังยืนอยู่กลางป่าที่มีท่าทางแบบยังงงๆ อยู่ “โขลงช้างป่า” สัตว์ป่าคุ้มครอง กำลังลงเล่นน้ำอย่างมีความสุข และใช้พื้นที่ถนนในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ “ฝูงกระทิง” กำลังยืนกินหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย “หมีควาย” สัตว์ป่าคุ้มครอง กำลังปีนขึ้นไปเล่นบนต้นไม้อย่างสนุกสนาน “กวางป่า” สัตว์ป่าคุ้มครอง รวมทั้งหมูป่า สัตว์ป่าธรรมดาออกเดินเล่นไปมาอย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้ ยังมี “นกเงือก” สัตว์ป่าคุ้มครอง กำลังป้อนอาหารให้แก่ลูกน้อยที่อาศัยอยู่ในโพรงต้นไม้ ส่วนนกกระเต็นลาย สัตว์ป่าคุ้มครองอีกหนึ่งชนิด เกาะอยู่บนกิ่งไม้อย่างสบายใจ


กรณีที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โพสต์คลิปภาพหมาใน 4 ตัว วิ่งไล่หมาจิ้งจอก ที่พลัดหลงมา 1 ตัว จนต้องวิ่งหนีกระเจิง กลางถนนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  เห็นได้ว่าสัตว์ป่าได้ปรับตัวใช้พื้นที่มากขึ้น และรู้สึกปลอดภัยแม้อยู่กลางถนนที่ไม่มีการจราจร  หลังปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ 25 มีนาคมถึง 30 มิถุนายน 2563 โดยพบสัตว์ป่าหายากหลายชนิดมาอวดโฉมในจุดท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เช่น เลียงผามานอนเล่นที่ผาเดียวดาย หมีหมาตัวใหญ่ เดินข้ามถนนบริเวณค่ายอบรมเยาวชนสุรัสวดี นอกจากนี้ยังมีลูกกระทิง 2 ตัวยืนงงบนถนน เป็นต้น


สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังพบครอบครัวค่างแว่นพากันออกมาเที่ยวเล่นกลางสนามหญ้าหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยแม่ค่างแว่นอุ้มลูกน้อยฝาแฝดสีเหลืองทองออกมาด้วย ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก


การปิดป่าในช่วงโควิด-19 กำลังระบาด ไม่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามารบกวนแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประกอบกับเป็นช่วงฤดูฝน ผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่าง ๆ  ได้ฟื้นตัวกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าหลายชนิด จึงออกมาใช้ประโยชน์พื้นที่ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องรู้สึกหวาดระแวงต่อมนุษย์ เช่นเดียวกับสัตว์ทะเลหายาก ในพื้นที่ที่เคยถูกรบกวนโดยกิจกรรมของการท่องเที่ยวทั้งเรือโดยสาร จำนวนนักท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยว

มลพิษลดลง

คุณภาพอากาศดีขึ้น

ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหามลพิษที่สำคัญของโลก แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ ที่สำคัญ ประกอบด้วยกิจกรรม การคมนาคมขนส่ง  อุตสาหกรรม การเผาในพื้นที่โล่ง เป็นต้น ทั้งนี้ในเขตเมืองต่าง ๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการจราจรขนส่ง พื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น หรือรถติด มลพิษก็จะสูงตามไปด้วย การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่มีระบบบำบัดมลพิษที่ดีและมีประสิทธิภาพก็จะเกิดปัญหาได้ หรือกรณีการเผาในพื้นที่โล่งจากการเผาในพื้นที่ป่า หรือพื้นที่เกษตรที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญแหล่งหนึ่งด้วย อย่างกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เป็นต้น

หลังจากหลายประเทศได้เริ่มใช้มาตรการปิดเมือง ปิดประเทศ จำกัดการเดินทางของประชาชน ในช่วงโควิด-19 ทำให้อากาศเมืองใหญ่ ๆ ดีขึ้น มลพิษทางอากาศในเมืองต่าง ๆ ลดลง องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และพันธมิตรด้านการสาธารณสุขสาธารณะแห่งสหภาพยุโรป (EPHA) ร่วมกันวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียม โคเปอร์นิคัส เซนติเนล 5-พี (Copernicus Sentinel-5P) โดยระบุว่า สภาพอากาศของเมืองใหญ่หลายแห่ง อาทิ กรุงบรัสเซลส์  กรุงปารีส เมืองมาดริด เมืองมิลาน และเมืองแฟรงค์เฟิร์ มีระดับของมีไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลลดลง โดยเป็นผลจากการตรวจวัดในช่วงวันที่ 5 - 25 มีนาคม 2563 และเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เช่น เมืองอู๋ฮั่น ลดลง 44 % กรุงโซล ลดลง 54% กรุงนิวเดลี ลดลง 60 % แต่คนส่วนใหญ่และนักวิชาการ ยังเชื่อว่าน่าจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เมื่อยกเลิกมาตรการแล้ว คงจะกลับมา “สกปรก” เหมือนเดิม นี่ก็เป็นประเด็นท้าทายในการจัดการมลพิษทางอากาศของประเทศต่าง ๆ ที่จะต้องนำไปปรับกระบวนการจัดการให้เหมาะสม
 


มลพิษทางอากาศของประเทศเหล่านั้นลดลง อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย ในประเทศจีน พบมีปริมาณก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ลดลงประมาณ 30 % ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สูงที่สุดของโลก หลังจากประกาศให้ลดการทำกิจกรรมนอกบ้าน ปริมาณก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เฉลี่ย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลงไปประมาณ 30% ในเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และในประเทศอิตาลี มีปริมาณก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ลดลงประมาณ 40% กรุงมาดริดของประเทศสเปน มีระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ ลดลง 56 % นอกจากนี้ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรราว 1,400 ล้านคน หลังรัฐบาลประกาศปิดเมือง ห้ามออกจากบ้าน ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ พบว่าค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขาดเล็ก PM2.5 ในบรรยากาศ ในเมืองหลวงของประเทศอินเดีย กรุงนิวเดลี ลดลงจากช่วงก่อนการประกาศถึง 71 % สร้างทัศนวิสัยที่ดี ให้มองเห็นได้ในระยะที่ไกลขึ้นในเมืองและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอินเดีย และประเทศใกล้เคียง หรือ ในรัฐปันจาบ ประเทศอินเดีย ประชาชน ที่อาศัยอยู่ระยะห่างกว่า 200 กิโลเมตรได้มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เนื่องจากปัญหาฝุ่นหมอกควันลดลงในช่วงที่ปิดประเทศ และการลดกิจกรรมของมนุษย์

จากเดิมที่หลายองค์กรคาดการณ์ตรงกันว่า อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่ามีความเข้มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้เพิ่มขึ้นช้ากว่าปกติ (วารสารสารคดี มิถุนายน 2563)  โดยพบว่าภาพรวมของโลกตั้งแต่มีนาคม –พฤษภาคม 2563 พบว่า มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกลดลงอย่างมาก  เนื่องจากกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมแล้ว 97 % ของการปล่อยทั้งหมด การบินหยุดเกือบหมด สะท้อนให้เห็นว่า กิจกรรมของมนุษย์ใดบ้างที่กระทบสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างมาก

ในส่วนของประเทศไทย มีข้อมูลเมื่อมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงเกือบ 20 ล้านตัน คิดเป็น 12.6 % เทียบกับเดือนเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีที่มาจากแหล่งกำเนิดหลัก ได้แก่ พลังงาน อุตสาหกรรม การเดินทาง และการใช้พลังงานในอาคาร (ไทยโพสต์, 2563)

นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม ปริมาณการใช้รถในกรุงเทพฯ เหลือเพียง 20-30% ของสภาวะปกติก่อนจะมีการระบาดของโควิด-19 ข้อมูลสถิติการตรวจวัดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งพบว่า มีคุณภาพอากาศดีขึ้นตามรอยเมืองใหญ่ทั่วโลก ค่าเฉลี่ยรายเดือนของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่น PM2.5 ในช่วงเดือนมีนาคม ระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2563 พบว่า ช่วงเดือนมีนาคมปีนี้ 2563 ระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และฝุ่น PM2.5 ในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนๆ โดยเฉพาะในย่านอุตสาหกรรมรอบ ๆ กรุงเทพฯ หลังจากที่เริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2563  มีรถกลับมาวิ่งบนถนนเพิ่มขึ้นเป็น 50% ซึ่งถือว่ายังไม่มากนักเพราะโรงเรียนยังปิดอยู่ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลค่าเฉลี่ยในรอบ 24 ชม.ของฝุ่นละออง PM2.5 ใน 12 พื้นที่ของกรุงเทพฯ ระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน พบว่าจำนวนวันที่ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเดือนมีนาคมและเมษายน ลดน้อยลงกว่าในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มาก กล่าวคือในเดือนมีนาคม มีเพียง 1 วันใน 1 พื้นที่ที่ค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน ส่วนในเดือนเมษายนไม่มีวันใดที่เกินค่ามาตรฐานเลย และพบว่าคุณภาพอากาศในช่วงนั้นดีขึ้นกว่า 20 %

แหล่งน้ำใส

จากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งรัฐบาลสั่งปิดเมืองทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2563 งดให้ประชาชนออกนอกบ้านหากไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น บนท้องถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่เคยมีผู้คนพลุกพล่าน ก็กลายสภาพเป็นเมืองร้าง ที่น้ำในคลองเวนิซได้กลับมาใส มีสัตว์น้ำกลับมาปรากฏตัวหลายชนิด

เช่นเดียวกับกรณีแม่น้ำคงคา รัฐอุตตรประเทศ (UP Pollution Control Board -UPPCB) ประเทศอินเดีย สำนักควบคุมมลพิษระบุว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์ จนส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมหลายส่วนที่ตั้งอยู่เรียงรายริมแม่น้ำต้องปิดตัวลงชั่วคราว ทำให้ค่าความสกปรกต่าง ๆ หรือมลพิษในแม่น้ำคงคาดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยมลพิษในน้ำลดลงถึง 1 ใน 5 จากช่วงปกติ ซึ่งเป็นระดับที่อุปโภคและบริโภคได้ตามค่าประเมินทางวิทยาศาสตร์ แม้ช่วงปกติชาวอินเดียจะดื่มกินและอาบน้ำจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายนี้อยู่แล้ว ถือว่าน้ำกลับมาใสสะอาดในรอบ 40 ปี


ขยะมูลฝอยเปลี่ยนรูปแบบ

ขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปีละกว่า 27.8 ล้านตัน จากสร้างขยะของแต่ละคน วันละ 1.13 กิโลกรัม ขยะในเป็นขยะพลาสติกประมาณ 12 -13 % ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานครที่มีปริมาณขยะพลาสติก ประมาณ 20 % หรือ 2,000 ตันต่อวัน จากปริมาณขยะรวมของกรุงเทพฯ 10,500 ตันต่อวัน ในช่วงโควิด-19 พบว่าเขตเมืองต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวต่างก็มีปริมาณขยะมูลฝอยโดยรวมลดลง  กรณี ภูเก็ต ลดลงจาก 970 ตันต่อวัน เป็น 840 ตันต่อวัน (ลด 13 %) พัทยา จาก 850 ตันต่อวัน เป็น 380 ตันต่อวัน (ลด 55 %)  เป็นต้น แต่พบสัดส่วนขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นในเกือบทุกเมือง โดยเฉพาะจากการสั่งอาหารรูปแบบเดลิเวอรี่ (Food delivery) ส่งถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งมีหลายจังหวัดในประเทศไทย

การบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่ (Food delivery) เริ่มเติบโตมาแล้วระยะหนึ่ง พร้อม ๆ กับการ เติบโตของระบบ Online Shopping ซึ่งมีการขยายตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในกรุงเทพและปริมลฑล รวมทั้งเมืองใหญ่ต่าง ๆ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น มีความก้าวหน้าด้าน เทคโนโลยี และการเดินทางที่ไม่สะดวก  ก่อนหน้านี้ มีการคาดกันว่าจะเติบโตประมาณปีละ 10 -20 % ในภาวการณ์ปกติ แต่ในช่วงโควิด-19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือนมีนาคมและเมษายน 2563 จึงมีการเติบโตมากว่า 200 %



จากรายงานของกรุงเทพมหานคร ปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด 3,440 ตัน/วัน (37 % ของปริมาณขยะทั้งหมด 9,370 ตันต่อวัน) ในเดือนเมษายน 2563 เพิ่มขึ้นจากปี 2562 (2,120 ตันต่อวัน) โดยเพิ่มขึ้น 1,320 ตัน/วัน (เพิ่มขึ้นประมาณ 62 %) ประกอบด้วย ขยะพลาสติกรีไซเคิลได้ 660 ตัน/วัน (19 %) และขยะพลาสติกปนเปื้อน 2,780  ตัน/วัน (81 %)  ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มีปริมาณขยะพลาสติกปนเปื้อนเพิ่มขึ้น จากช่วงสถานการณ์ปกติ อาจมีสาเหตุมาจากมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ (Work from Home) การสั่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งซื้ออาหาร Delivery ที่เพิ่มขึ้น และขยะที่นำไปรีไซเคิล มีสัดส่วนที่ลดลง จากปกติ ประมาณ 27 %

ขยะอีกประเภทที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ก็คือ ขยะติดเชื้อ โดยเฉพาะขยะที่เกิดจากหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ทั่วประเทศมีประมาณ 1.5 – 2 ล้านชิ้นต่อวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพฯ ซึ่ง มีปริมาณขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1.7 ตันต่อวัน (วันละ 1,700 กิโลกรัม)  รวมขยะติดเชื้อที่รวบรวมได้จากสถานพยาบาลต่าง ๆ และนำไปกำจัดโดยเตาเผาที่มีประสิทธิภาพ ศักยภาพวันละ 50 ตัน ในขณะที่สภาวะปกติมีขยะติดเชื้อ 43 ตันต่อวัน  (วิจารย์ สิมาฉายา, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย)

 

>> คลิกอ่านต่อ  ข้อเสนอ  

 

ข้อมูลอ้างอิง


เว็บไซต์องค์การอวกาศยุโรป (ESA) https://www.esa.int/
กรุงเทพธุรกิจ.2563  แนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หลัง โควิด-19 สิ้นสุด 7 กรกฎาคม 2563 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/2153?utm_source=category&utm_medium=internal_referral
เว็บไซต์กรีนพีซไทยแลนด์ https://www.greenpeace.org/thailand/
เว็บไซต์พีพีทีวี https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/123928
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์สยามรัฐ https://siamrath.co.th/n/152806
เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/the-new-normal-wannasingh.html
เว็บไซต์บีบีซี ประเทศไทย https://www.bbc.com/thai/thailand-52210228
เว็บไซต์แบงค์ค๊อกบิซนิวส์ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/879824
วารสารสารคดี ฉบับที่ 312 “คืนบ้านให้ธรรมชาติ” ฉบับประจำเดือน มิถุนายน 2563 หน้า 135-155.
วิจารย์ สิมาฉายา. 2563. “วิกฤตขยะพลาสติกล้นเมือง” ใน วารสารสารคดี ฉบับที่ 312 ประจำเดือน มิถุนายน 2563 หน้า 140-141.
วิจารย์ สิมาฉายา. 2563. “ขยะพลาสติกพุ่งกว่า 60 % ในช่วงโควิด -19” http://www.tei.or.th/th/blog_detail.php?blog_id=51
เพชร มโนปวิตร 2563. “ธรรมชาติหลังวิกฤติโควิด-19 ฟื้นหรือรอหายนะ” ใน วารสารสารคดี ฉบับที่ 312 ประจำเดือน มิถุนายน 2563 หน้า 150-155.
ไทยโพสต์ https://www.thaipost.net/main/detail/69158
BusinessToday https://businesstoday.co/opinions/01/07/2020/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8/
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ https://mgronline.com/travel/detail/9630000046086
https://www.salika.co/2019/05/18/environmental-performance-index/
https://www.the101.world/green-new-deal/
https://greenworld.or.th/green_issue/
https://www.creativethailand.org/article/trend/29839
https://businesstoday.co/opinions/01/07/2020/
 
 

โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา
ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย