รู้จัก GEN กับการขยายตัวของฉลากสิ่งแวดล้อม

เบญจมาส โชติทอง
ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการ
 
2 ตุลาคม 2563 | 18:56 น.


ในยุคที่โลกถูกเชื่อมโยงด้วยการสื่อสาร ทำให้เครือข่ายต่างๆ มีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก
 

เช่นเดียวกับ “เครือข่ายฉลากสิ่งแวดล้อมโลก” (Global Eco-labelling Network) หรือ GEN เครือข่ายเก่าแก่ที่ริเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1994เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมผ่านการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมต่างๆ (Eco-label) ให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังจะมีการประชุมใหญ่ผ่านระบบออนไลน์ในเดือนตุลาคม 2563 นี้
 

GEN มีองค์กรสมาชิกและพันธมิตรกระจายอยู่ใน 47 ประเทศรวมถึงประเทศไทยที่มีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรอง“ฉลากเขียว”องค์กรสมาชิกของ GEN เป็นองค์กรที่ให้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 1 ตามมาตรฐาน ISO 14024 โดยใช้เกณฑ์ประเมินตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ อย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานและโปร่งใสซึ่งให้การรับรองโดยบุคคลที่สาม
 

160146755414

 

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 ที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ได้แก่ EU Ecolabel ของสหภาพยุโรป The Blue Angel Eco-Label ของประเทศเยอรมนี และ Eco Mark ของประเทศญี่ปุ่น ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีองค์กรซึ่งให้การรับรองฉลากประเภทที่ 1 และเป็นสมาชิกของ GEN นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีประเทศอินโดนีเชีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ องค์กรเหล่านี้เกือบทั้งหมดจะเข้ากระบวนการตรวจสอบมาตรฐาน GENICES เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา GEN ได้มีส่วนสนับสนุนสังคมในการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด และได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและส่งเสริมฉลากสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้ (ค.ศ.2021-2023) GEN โดยการรักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าและบริการที่ได้รับฉลากสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อร่วมกันสนับสนุนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนทั่วโลก ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 12 (SDG12) ความรับผิดชอบต่อการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

นับเป็นโอกาสดีที่จะขยายตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของไทย ไปพร้อม ๆ กับฉลากสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอนาคตเราต่างก็ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นหลัง COVID19 ผู้ประกอบการก็ต้องการความยั่งยืนทางธุรกิจ อีกทั้งจะช่วยขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถของประเทศรองรับการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว อันเป็นหนึ่งในสี่ประเด็นการพัฒนาที่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในระยะต่อไป ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประกาศไว้เมื่อกลางเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา
 


 

โดย เบญจมาส  โชติทอง
ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการ