27 ตุลาคม 2564 | 11:47 น.

เมืองเป็นเรื่องของเรา - เราเปลี่ยน เมืองปรับ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  Adapting Cities for Climate Resilience

ทุกวันนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองทั่วโลกราวร้อยละ 55 เมืองต่างๆ ล้วนมีสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานหนาแน่น ในขณะที่กิจกรรมต่างๆ ในเมืองทั้งการเดินทาง การใช้พลังงาน การปล่อยของเสีย และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งเป็นต้นเหตุส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเพิ่มภาวะโดมความร้อนเมือง (Urban Heat Island) แม้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้กิจกรรมในเมืองเบาบางลงไปได้ระยะเวลาหนึ่งก็ตาม 

ขณะเดียวกันการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ธรรมชาติลดลงชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นแก้มลิงที่รองรับน้ำหลาก ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการขยะของเมืองที่ไม่ได้ถูกจัดการ ได้กลายเป็นสิ่งกีดกั้นการระบายน้ำ จึงเกิดภาวะน้ำรอระบายและท่วมขังบ่อยครั้ง ส่วนเมืองชายฝั่งทะเลและบนเกาะต่างๆ เผชิญกับระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงและการกัดเซาะชายฝั่ง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผนวกกับแรงขับเคลื่อนทั้งจากนโยบายรัฐ เทคโนโลยี ภาวะเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรด้วย

เมื่อปี 2556 โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) ได้กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันเมืองโลก (World Cities Day) เพื่อรณรงค์ให้ประชาคมโลกหันมาสนใจและตระหนักเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง และต่อมาองค์การสหประชาชาติกำหนด “ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย มีภูมิต้านทาน และยั่งยืน” เป็นเป้าหมายที่ 11 (SDG11) ในจำนวน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ SDGs เพื่อให้เกิดความร่วมมือทำให้ทุกชีวิตในเมืองดีขึ้น

การพัฒนาเมืองจากนี้ต่อไป ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง ตั้งอยู่บนฐานธรรมชาติให้มากขึ้น จูงใจให้เกิดกิจกรรมปล่อยคาร์บอนต่ำ สร้างความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของพลเมือง โดยมีแนวคิดและเครื่องมือที่น่าสนใจ สามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ อาทิ New Urban Agenda, Low Carbon Cities, Cities with nature, Singapore Index on Cities’ Biodiversity การใช้ผังภูมินิเวศ เป็นต้น เพื่อพัฒนาให้เมืองเป็นถิ่นฐานที่น่าอยู่และปลอดภัย สอดคล้องตามแนวคิดเนื่องในวันเมืองโลกปี 2564 นี้