17 เมษายน 2563 | 09:22 น.

ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ย้ำ ปริมาณขยะหน้ากากอนามัยใช้แล้วเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 ล้านชิ้นต่อวัน เช่นเดียวกับขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 6,300 ตันต่อวัน

ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ย้ำ ปริมาณขยะหน้ากากอนามัยใช้แล้วเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 ล้านชิ้นต่อวัน เช่นเดียวกับขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นถึง 6,300 ตันต่อวัน วอนคนไทยปฏิเสธรับพลาสติกที่ไม่จำเป็นได้ เพื่อลดปริมาณขยะที่กระทบสิ่งแวดล้อม

                   นายวิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ส่งผลให้ปริมาณขยะที่เกิดจากหน้ากากอนามัยใช้แล้วเพิ่มสูงขึ้นแล้วกลายเป็นขยะพิษหรือขยะติดเชื้อ โดยมีปริมาณการทิ้งเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศประมาณ 1.5 - 2 ล้านชิ้นต่อวัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นถึง 1,500 ตันต่อวัน ที่พบถูกทิ้งอย่างถูกวิธีผ่านการทิ้งแบบคัดแยกขยะแล้ว แต่ยังมีที่ไม่รวมอยู่ในส่วนที่ทิ้งไม่ถูกวิธีปะปนกับขยะชุมชนทั่วไปด้วย จึงอยากขอให้ประชาชนควรแยกการทิ้งหน้ากากอนามัยใย้แล้วออกจากขยะทั่วไป แล้วนำไปทิ้งในถังขยะสีแดง หรือถังขยะอันตราย เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปกำจัดด้วยการเผาผ่านเตาเผาชีวมวลที่มีระบบบำบัดมลพิษ มีอุณหภูมิความร้อนสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส สิ่งสำคัญประชาชนไม่ควรนำไปเผาเอง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและมลพิษทางอากาศ ขณะเดียวกันขยะพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการสั่งอาหารรูปแบบเดลิเวอรี่สร้างขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 หรือเพิ่มขึ้นเป็น 6,300 ตันต่อวัน จากปกติประเทศไทยผลิตขยะพลาสติก 2 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 5,500 ตันต่อวัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นถึง 1,500 ตันต่อวัน จึงอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนและผู้ประกอบการลดการใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็น หรือปฏิเสธการใช้พลาสติกบางชนิด หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อลดการเพิ่มหรือสะสมของปริมาณขยะพลาสติกที่จะส่งผลต่อการกำจัดในอนาคต

                    ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวย้ำว่า สถานการณ์โควิด -19 ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม หลังมนุษย์ลดการทำกิจกรรมลงและทำงานอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะปริมาณรถยนต์บนท้องถนนลดลง ขณะที่พื้นที่ท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติหลายแห่งเริ่มกลับมาฟื้นความสมบูรณ์ เช่น กรณีมีเต่ามะเฟือง เป็นเต่าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ขึ้นมาวางไข่บนชายหาดแถวจังหวัดพังงาและภูเก็ตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังการท่องเที่ยวซบเซาทำให้มีนักท่องเที่ยวบนชายหาดลดลง มองว่าช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเหมาะที่รัฐบาลต้องวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและการท่องเที่ยวให้เป็นระบบและจำกัดควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันหากสถานการณ์การท่องเที่ยวกลับมาเป็นปกติอาจจะทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมอีกครั้ง


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ปิยาพรรณ ยังเทียน / สวท.
ผู้เรียบเรียง : กัลยา คงยั่งยืน
แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
http://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG200416165201502