27 กุมภาพันธ์ 2561 | 10:25 น.

ปฏิกิริยานานาชาติทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ ในวันที่โลกต้องเผชิญวิกฤตมลพิษขั้นสุด

 

3 ล้านราย/ปี คือสถิติที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินตัวเลขผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากปัญหาฝุ่นควันและมลพิษนอกบ้าน ขณะที่ผลสำรวจจาก The Lanset วารสารทางการแพทย์ ชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในปี 2015 อยู่ที่ 9 ล้านคน ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน เช่น บังคลาเทศ โซมาเลีย ขณะที่บรูไน สวีเดน มียอดผู้เสียชีวิตจากปัญหานี้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าปัญหาฝุ่นควัน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาที่มักเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ยังเกิดกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก อิตาลี และอื่นๆ รวมทั้งประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างจีนและอินเดีย

สาเหตุหลักมาจากฝุ่นละอองในอากาศ ทั้งจากควันรถบนท้องถนน โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องแปลงเชื้อเพลิงเป็นพลังงาน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป และโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้เกิดภาวะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) สมองเสื่อม และอื่นๆ

นอกจากควันพิษในอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ยังมีสาเหตุการตายอื่นๆ ที่เกิดจากการปนเปื้อนสารเคมีในอาหาร ภาชนะที่ใช้ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน เช่น น้ำยาซักผ้า สเปรย์ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound: VOC) เป็นตัวการหนึ่งในการปลดปล่อยมลพิษ เทียบเท่ากับที่รถยนต์บนท้องถนนปล่อยควันพิษออกมา

นอกจากนี้ งานวิจัยจาก WHO ระบุด้วยว่า ยังมีผู้คนอีก 1.8 ล้านคน/ปี เสียชีวิตเนื่องจากท้องร่วง เพราะบริโภคน้ำไม่สะอาด

วิกฤตมลภาวะทางอากาศ นับเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและออกมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา หลายประเทศมีแคมเปญรณรงค์ตั้งแต่ลดการใช้รถยนต์ชั่วคราว ตั้งเป้าเป็นเมืองปลอดรถถาวร กระทั่งประเทศจีนก็มีการประกาศต่อสู้กับศึกมลพิษ ด้วยการชูนโยบายพึ่งพาพลังงานสะอาด และถึงขั้นจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่

ที่มา:
https://goo.gl/fDgWj3
https://goo.gl/LnAsdH
https://goo.gl/j1ooL6


©London Cycling Campaign

อังกฤษลดปริมาณรถยนต์ เพิ่มจำนวนนักปั่น

40,000 คน/ปี คือจำนวนผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะในอังกฤษ ตัวเลขงบประมาณให้บริการด้านสุขภาพในกลุ่มนี้อยู่ที่ 2 หมื่นล้านยูโร/ปี สำรวจโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งราชอาณาจักร (the Royal Colleges of Physicians and Paediatrics and Child Health) เมื่อปี 2016

สื่ออังกฤษแทบทุกสำนักใช้ตัวเลขนี้อ้างอิงในการรายงานข่าวเกี่ยวกับปัญหามลภาวะในอังกฤษ เพื่อกดดันให้รัฐบาลออกมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาวในการแก้ไขสถานการณ์นี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษเองยังถูกกดดันอย่างหนักทั้งในและนอกบ้าน เช่น ClientEarth องค์กรไม่แสวงกำไรด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม ฟ้องรัฐบาลอังกฤษเมื่อเดือน พ.ค. 2017 เรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนานโยบายควบคุมมลภาวะทางอากาศให้ชัดเจนกว่านี้ และยังถูกกดดันจากองค์กรนอกบ้านอย่าง EU ฐานปล่อยให้ค่าฝุ่นละอองในอากาศเกินมาตรฐานสากล

ขณะเดียวกัน ซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีมุสลิมคนแรกของอังกฤษ ประกาศนโยบายในเดือน มิ.ย. 2017 ภายใต้โครงการ A zero-emission zone โดยระบุว่า ภายในปี 2050 ถนนและเส้นทางการคมนาคมทุกสายต้องปลอดมลพิษจากควันรถ ด้วยการจำกัดปริมาณรถยนต์ให้เหลือเพียง 3 ล้านคัน/วัน และจะเพิ่มปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งทั้งหมด

แต่แม้แคมเปญของข่านจะดูมีความหวังและได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็เป็นที่จับตาของประชาชนว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะโครงการจัดโซนนิ่งเพื่อลดมลพิษทำนองนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ปี อย่างโครงการ London Low Emission Zone (LEZ) ในปี 2008 ถึงวันนี้นับเป็นปีที่ 10 แล้ว และเมื่อกลับไปดูยอดผู้เสียชีวิตจากมลพิษในอากาศประเทศอังกฤษ อาจหมายความว่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่ค่อยสวยงามนัก

ที่มา:
https://goo.gl/GY1H6e
https://goo.gl/r6jQji

อิตาลีลดค่าตั๋ว จูงใจคนใช้รถสาธารณะ

เพราะค่าฝุ่นละอองจากควันรถบนท้องถนนในเมืองมิลานสูงเกินค่ามาตรฐานเป็นเวลาหลายวันในเดือน ธ.ค. 2015 สาเหตุหนึ่งเพราะฝนขาดช่วงตั้งแต่เดือน ต.ค. เพื่อลดวิกฤตความรุนแรงจากฝุ่นควัน Giuliano Pisapia นายกเทศมนตรีมิลานจึงออกนโยบายแบนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธ.ค. วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และลดราคาตั๋วเดินทางสาธารณะอยู่ที่ 1.5 ยูโร/วัน เพื่อเป็นตัวเลือกและจูงใจให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น

เช่นเดียวกับวิกฤตฝุ่นควันในโรมเมื่อ ธ.ค. 2016 อันเนื่องมาจากอากาศแห้งแล้งผิดฤดูกาล นายกเทศมนตรี Virginia Raggi ได้ออกกฎแบนการใช้รถยนต์ ในชื่อ “eco-Sunday” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2016 เวลา 7.30-12.30 น. และ 16.30-20.30 น. หากใครฝ่าฝืนต้องเสียค่าปรับ ยกเว้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่อนุญาตให้วิ่งบนท้องถนนได้

ขณะที่เมืองตูริน (Turin) ในอิตาลี ซึ่งขณะนั้นมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานติดต่อกัน 62 วัน ก็มีการโหวตให้แบนการใช้รถยนต์ในวันที่ 11 ธ.ค. 2016 ด้วยเช่นกัน

ที่มา:
https://goo.gl/bp1aEH
https://goo.gl/x1io5Y

จีนลดถ่านหิน ลดประชากร

งานวิจัยเรื่องว่าด้วยปัญหามลภาวะในจีนที่ชื่อ “Air Pollution in China: Mapping of Concentrations and Sources” ตีพิมพ์เมื่อปี 2015 ในวารสารวิชาการ PLOS อธิบายว่า ประชากรในจีนต้องเผชิญกับฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในปริมาณ 52 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (เกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.6 ล้านคน/ปี คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

วิกฤตฝุ่นควันในประเทศจีนนับเป็นปัญหาเรื้อรัง ดังในภาพข่าวที่เสนอให้เห็นว่าประชากรจีนต่างต้องใช้ชีวิตในม่านหมอกของฝุ่นควันและสวมหน้ากากอนามัยบนท้องถนนจนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แม้รายงานฉบับนี้อาจไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐได้ แต่ หลี่ เค่อเฉียง (Lǐ Kèqiáng) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ออกมาประกาศในเดือน มี.ค. 2017 ว่าเขาจะทำให้ท้องฟ้าประเทศจีนเป็นสีฟ้าอีกครั้ง (We will make our skies blue again.) ด้วยความตั้งใจจะลดกำลังการผลิตพลังงานจากถ่านหิน และหันไปส่งเสริมพลังงานสะอาดแทน

นอกจากนี้ จีนยังมีแผนจำกัดจำนวนประชากรลงเพื่อลดการใช้ทรัพยากร ด้วยธงว่า ภายในปี 2020 ประชากรเมืองปักกิ่งจะต้องอยู่ที่ 23 ล้านคน ขณะที่เซี่ยงไฮ้จำกัดอยู่ที่ 25 ล้านคน ภายในปี 2035 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การจำกัดจำนวนประชากรในเมืองใหญ่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือไม่

อย่างที่ Liang Zhongtang นักวิจัยจากบัณฑิตยสถานทางสังคมศาสตร์แห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Academy of Social Sciences) กล่าวว่า “เป็นนโยบายที่ทำไม่ได้จริงและไม่สมจริงกับทิศทางการพัฒนาโลก” และกล่าวต่ออีกว่า คนที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกคือชนชั้นแรงงาน เพราะการจำกัดจำนวนประชากรจะตามมาด้วยปัญหาการรื้อตึกหรือที่อยู่อาศัยที่ผิดกฎหมายซึ่งมีผู้คนอยู่อาศัยมานาน รวมถึงรื้อตลาดขายส่งของคนในท้องที่ ซึ่งเป็นที่ที่คนงานหรือแรงงานเพื่อนบ้านเข้าไปทำงานกัน

อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญที่จะเร่งแก้วิกฤตจากมลพิษฝุ่นควัน เห็นได้จากแนวรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบทสัมภาษณ์ของจูดิธ ชาพิโร (Judith ShapiroX ศาสตราจารย์ด้านการเมืองและสิ่งแวดล้อม ในสำนักข่าว chinadialogue กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศได้เกิดขึ้นกับประชากรด้วยกันเอง ไม่เพียงนโยบายจากรัฐซึ่งมีปัญหาทางโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่เป็นการเข้ามาของเทคโนโลยีและ Big data ที่ให้คนส่งข้อมูลเข้าไปเพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์และแก้ปัญหา เข้าถึงข้อมูลเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ องค์กรทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาเรื่องนี้

ขณะที่ข้อมูลอีกด้านของ Anna Lora-Wainwright นักมานุษยวิทยาที่เข้าไปเก็บข้อมูลจากประชากรจีนนานนับปี ชี้ว่า วิกฤตเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในต่างจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร และคำติดปากของชาวบ้านเมื่อถามว่า สุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไร คือคำตอบที่ว่า “ชินแล้วกับสภาพอากาศเช่นนี้”

ที่มา:
https://goo.gl/v6X2L6
https://goo.gl/rw3c9x
https://goo.gl/2tGECa
 


----------------------------------------

ที่มา : ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม | https://greennews.agency