|
ในสังคมสมัยใหม่ การบริโภคของปัจเจกบุคคลเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจ และเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่ารูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่มีความยั่งยืนเป็นเหตุแห่งความเสื่อมโทรมและความไม่สมดุลของสิ่งแวดล้อมและสังคม สถาบันตระหนักถึงเหตุและผลดังกล่าว จึงผลักดันแนวคิดการบริโภคอย่างยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสถาบันในปี 2536 ภายใต้โครงการฉลากเขียว ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ทำหน้าที่เลขานุการ พัฒนาเกณฑ์และข้อกำหนดสินค้า “ฉลากเขียว” (Green Label) ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าที่ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกัน เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้ตามเกณฑ์และข้อกำหนด และเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในการรับรองสินค้าฉลากเขียวจะใช้ การประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) เป็นเครื่องมือประเมินการก่อมลพิษในทุกขั้นตอนของชีวิตสินค้า ฉลากเขียวถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ใช้ตลาดเป็นเครื่องมือในการป้องกันรักษาธรรมชาติผ่านการผลิตและการบริโภคของผู้ผลิตและผู้บริโภคทุกคน เพื่อแสดงการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม
การดำเนินโครงการฉลากเขียวของสถาบันประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เมื่อคณะรัฐมนตรีได้กำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว หรือการซื้อสินค้าและบริการที่ก่อมลพิษน้อย ในปีงบประมาณ 2550-2555 ควบคู่ไปกับการพัฒนาข้อกำหนดและรับรองสินค้าฉลากเขียว สถาบันยังได้มีบทบาทในการวิจัยเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อกำหนดทิศทางและผลักดันการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ อาทิ การศึกษาและจัดทำแผนที่นำทางการบริโภคอย่างยั่งยืน การพัฒนากลไกการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในกลุ่มผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศด้านอุตสาหกรรมการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สิ่งทอ รวมถึงการศึกษาผลกระทบของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ REACH WEEE และ RoHS
ที่มีต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย
งานสนับสนุนกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สถาบันดำเนินการกับภาคอุตสาหกรรมผ่านเครื่องมือต่างๆ ได้แก่ การส่งเสริมการใช้หลักการ และระเบียบวิธีด้านประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) ในระดับโรงงานและเครือข่ายอุตสาหกรรมของนิคมอุตสาหกรรมบางปูและนิคมอุตสาหกรรม Eastern Seaboard เพื่อปรับตัวเข้าสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ (Eco-Industry) การพัฒนาฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตในกระบวนการผลิตเหล็ก สี ยางธรรมชาติ พรม อาหารสุกร อาหารไก่ การผลิตน้ำประปา การผลิตน้ำอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการมูลฝอยชุมชน และการปรับปรุงน้ำเสียชุมชน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรองรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต การจัดการระบบข้อมูลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 14048 การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Economic & Ecological Design; EcoDesign หรือ Green Design) ซึ่งถือเป็นแนวทางการจัดการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับกลุ่มสิ่งทอ โลหะและเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ไม้ และแบตเตอรี่รถยนต์ รวมถึงการออกแบบสายโซ่การผลิตผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยเทคโนโลยีที่สะอาด (Cleaner Technology) เพื่อรองรับมาตรการของรัฐในการจัดซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ด้วยความตระหนักถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะประชาคมโลกที่ควรมีส่วนร่วมลดสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกผ่านการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน สถาบันได้ใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) เป็นเครื่องมือบอกปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์พรม ตัวอย่างเช่น ยางรถยนต์ บรรจุภัณฑ์อาหารและสิ่งทอ นอกจากนั้นสถาบันได้พัฒนาโครงการ ฉลาก
ลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) เพื่อใช้รับรองสินค้าของผู้ประกอบการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกระบวนการผลิตได้ตามเกณฑ์กำหนด และโครงการการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอาคาร (Carbon Reduction Certification for Building) ซึ่งดำเนินการภายใต้หลักการเดียวกัน
ปัจจุบัน ฉลากสิ่งแวดล้อม ทั้งฉลากเขียว (Green Label) และฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) เป็นงานที่สถาบันมุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับการให้บริการแก่ผู้ประกอบการ การเพิ่มจำนวนชนิดผลิตภัณฑ์ บริการ และอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ รวมถึงการสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมผ่านการอุดหนุนสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
|