31 มีนาคม 2564 | 10:44 น.

พลาสติกฟุตปริ้นท์…กู้วิกฤตชีวิตในทะเล

พลาสติกฟุตปริ้นท์…กลายเป็นความรับผิดชอบใหม่ของโลก เช่นเดียวกับ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้จากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากโรงงานทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทรัพยากรถูกทำลาย


กลายเป็นความพร้อมใจของผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้าว่าต้องติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อแสดงวัฏจักรของผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดกระบวนการผลิตสินค้านั้นๆ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งานและการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เทียบเท่า
ฉลากคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่ติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงเป็นการแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น มีการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าไหร่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น หลายประเทศได้มีการนำคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงประเทศไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศติดเครื่องหมายคาร์บอนฟุตปริ้นท์ด้วย

พลาสติกฟุตปริ้นท์ ก็มีแนวทางไม่ต่างกัน เนื่องจากในแต่ละปี ขยะพลาสติกราวแปดล้านตันรั่วไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร มลพิษจากพลาสติกเหล่านี้ส่งผลกระทบทางตรงอย่างรุนแรงต่อสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อม มีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จะมีปริมาณพลาสติกในมหาสมุทรมากกว่าจำนวนปลา สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศของโลกอย่างประเมินค่ามิได้ มลพิษจากขยะพลาสติกในทะเล กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก และเราต้องลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้ออกมาส่งสัญญาณว่าจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการด้านต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ การจัดทำ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 โดยตั้งเป้าเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม พลาสติกผสมสารอ็อกโซ่ และไมโครบีดส์ ภายในปี 2562, เลิกใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมใส่อาหาร หลอดและแก้วพลาสติกชนิดบางแบบใช้ครั้งเดียว ภายในปี 2565 รวมถึงการนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ใหม่ ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 เป็นต้น จนทำให้ประเทศไทยสามารถปรับลดอันดับประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลสูงสุดในโลกจากอันดับ 6 เป็นอันดับที่ 10 ได้สำเร็จ ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้กว่า 25,284 ล้านใบ หรือ 228,820 ตัน

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังจะนำข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลทั้ง 9 ข้อมาพิจารณาดำเนินการเพื่อการจัดการขยะในภาพรวมของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย
  • 1. ให้มีการนำระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกมาใช้
  • 2. ส่งเสริมสนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • 3. ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
  • 4. ออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ที่ตนผลิต
  • 5. ออกกฎหมายกำหนดให้ประชาชนในฐานะผู้ทำให้เกิดขยะมีหน้าที่ในการคัดแยกขยะ
  • 6. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาการดำเนินงานในการเก็บ ขน และกำจัดขยะให้เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั่วถึงเขตพื้นที่รับผิดชอบของตนโดยเฉพาะทางน้ำ
  • 7. ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อชุมชนรอบข้าง
  • 8. จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดให้มีเรือเก็บขยะที่เพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายฝั่งทะเล และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดเก็บขยะในน้ำ ทั้งในแม่น้ำ ลำคลอง และทะเล เพื่อให้เรือเก็บขยะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 9. ให้หน่วยงานของรัฐบูรณาการจัดการขยะพลาสติกกับองค์กรภาคเอกชนและประชาชน ตลอดจนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เรื่องสร้างจิตสำนึกในการลดใช้พลาสติก และการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี

อีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกคือ สมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย) หรือ Solid Waste Management Association Thailand (SWAT) ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการด้านการจัดการของเสียและทรัพยากรและผู้ที่ตระหนักถึงปัญหาด้านของเสีย จากหลากหลายสาขาอาชีพในประเทศไทยทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาและสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสีย ยกระดับมาตรฐานและจรรยาบรรณของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ในการจัดการของเสียโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน รวมถึงส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการด้านการจัดการของเสียต่อสาธารณชนและสร้างจิตสำนึกในการร่วมมือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน

ล่าสุด สมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย) ได้เปิดตัวโครงการ SEA circular in Thailand เพื่อแสดงเจตจำนงและความมุ่งมั่นที่จะลดการปนเปื้อนของขยะพลาสติกสู่ทะเล โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ SEA circular ซึ่งริเริ่มโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme) หรือ UNEP ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบจากพลาสติก (พลาสติกฟุตปริ้นท์)
โดยสมาคมฯ และหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อให้โครงการนี้สำเร็จเป็นรูปธรรม ลดการใช้พลาสติกและเพิ่มการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เช่นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ภาคบริการ และภาคการศึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน), บริษัท คอสมอสบริวเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน), โรงแรม เดอะ สุโกศล, โรงแรมซิกเซ้นส์ รีสอร์ท สปาร์, บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด, บริษัท ซีเท็กซ์อินดัสตรีคอร์ปอเรชั่น จำกัด, เทศบาลตำบลเวียงเทิง จ.เชียงราย, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, โรงเรียนวัดสร้อยทอง และโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
บริษัทและองค์กรต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและยินดีเป็นหน่วยงานนำร่องเพื่อร่วมศึกษาและร่วมกันพัฒนาแนวทางการลดพลาสติกฟุตปริ้นท์ ตามแนวทางของ The Ocean Recovery Alliance (ORA) องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและฮ่องกง เป็นผู้ร่วมให้การสนับสนุนวิธีการศึกษาและการลดพลาสติกฟุตปริ้นท์ในโครงการนี้
ดร.จินดารัตน์ เทเลอร์
ดร.จินดารัตน์ เทเลอร์
“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” ดร.จินดารัตน์ เทเลอร์ ประธานโครงการฯ และอุปนายกสมาคมฯ กล่าว
“การเรียนรู้ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนแนวความคิดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโครงการนี้ เราจะมีการจัดงานประชุมสัมมนาเพิ่มเติมเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวในช่วงระยะเวลาของโครงการนี้” ภัทรพล ตุลารักษ์ ผู้จัดการโครงการฯ และเลขาธิการสมาคมฯ กล่าวเพิ่มเติม
ศ.ดร.อรทัย ชวาลภาฤทธิ์
ศ.ดร.อรทัย ชวาลภาฤทธิ์
เช่นเดียวกับ ศ.ดร.อรทัย ชวาลภาฤทธิ์ นายกสมาคมฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในประเทศไทย”
อีกไม่นานเราคงเห็นฉลากพลาสติกฟุตปริ้นท์ ติดบนสินค้าหรือตามองค์กรต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคตัดสินใจสนับสนุนผลิตภัณฑ์ขององค์กรนั้นๆ
โดย Salika | https://www.salika.co/2021/03/28/plastic-footprint/?fbclid=IwAR1VapRbPojo7y_RTYSwD_3nyxW5DmxcBz-zeI6j4qO8n8uehbbBXhyk1NY