TEI– วช. – สวก. ผนึกกำลังเชียงราย พะเยา น่าน เดินหน้าขับเคลื่อนแก้ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน ไทย-ลาว-เมียนมา (In Thai)

26 สิงหาคม 2568 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI  โดยโครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนาน ไทย ลาว เมียนมา ขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน และโครงการกลไกความร่วมมือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน นำโดย ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษาโครงการ คุณวิลาวรรณ น้อยภา ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติ/หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยคณะวิจัย ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. พร้อมด้วยภาคีความร่วมมือในจังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “ความร่วมมือและกลไกพื้นที่ปฏิบัติการ” เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันและ PM2.5 ข้ามแดน ไทย–ลาว–เมียนมา โดยมี *นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดการประชุม* และมีผู้แทนจากภาคส่วนจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน มาจากหน่วยงานจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นผู้แทนภาคเอกชน ประชาสังคม สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ ร่วมการประชุมกว่า 100 คน  โดยในช่วงเช้าเป็นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศและหมอกควันข้ามแดน จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และช่วงบ่าย เป็นกิจกรรมระดมความคิดเห็นแนวทางและปฏิบัติการลดเผาในพื้นที่เป้าหมายของ 3 จังหวัด และนำเสนอผลความร่วมมือและสนับสนุนขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย* กล่าวว่า ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่วิกฤตปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เนื่องจากการเผาป่าและการเตรียมพื้นที่เกษตร ทำให้หมอกควันรุนแรง การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกลไกการจัดการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการ วช.* กล่าวเสริมว่า ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือเป็น “วิกฤตสิ่งแวดล้อมประจำปี” ที่ส่งผลกระทบหลายด้าน วช. จึงได้สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนในมิติลดฝุ่นควันข้ามแดน เพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และแม่ฮ่องสอน
ด้าน *นางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สวก.* กล่าวว่า สวก. มุ่งสนับสนุนทุนวิจัยการเกษตรเพื่อลดการเผาและหมอกควัน โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ เกิดการต่อยอดสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน และลดผลกระทบข้ามแดนในระยะยาว
ขณะที่ *ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย* ได้กล่าวผ่านวีดิทัศน์ว่า สถาบันฯ ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างจังหวัดภาคเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน สร้างการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การดูงาน และการถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อผลักดันสู่แนวปฏิบัติที่ดีในการลดการเผาในภาคเกษตร และแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และ *นางสาววิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการฯ* สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก็ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างจังหวัดและเมืองคู่ชายแดนของไทยจะเป็นเหมือนสารตั้งต้นของระยะต่อเนื่องร่วมผู้แทนกลุ่มเป้าหมายได้เข้าใจในการดำเนินงานโครงการและร่วมกันระดมความคิดเห็นการดำเนินกิจกรรมลดการเผาเชิงรุกในระดับพื้นที่ เพื่อให้พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมในช่วงฤดูกาลแล้งที่จะมาถึงในปลายนี้และได้สะท้อนถึงการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิจัย เกษตรกร และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมุ่งสู่การลดปัญหาฝุ่นควันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต