พรุคันธุลี: บทเรียนการเตรียมความพร้อมสู่แรมซาร์ไซต์ผ่านกระบวนการจัดการร่วม (In Thai)

เมื่อการผลักดันพื้นที่ชุ่มน้ำสู่การขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับสถานะของพื้นที่ในเชิงนโยบาย หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยกรณีของป่าพรุคันธุลี จังหวัดสุราษฎร์ธานี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความพร้อม” ไม่ได้หมายถึงเพียงคุณค่าทางนิเวศ แต่รวมถึงความพร้อมของกลไกการบริหารจัดการและความเข้าใจร่วมของคนในพื้นที่

วันที่ 28 มกราคม 2568 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) นำโดย ดร.เบญจมาส โชติทอง หัวหน้าโครงการ/ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน คุณพวงผกา ขาวกระโทก และทีมนักวิจัย พร้อมทั้งภาคีร่วมดำเนินโครงการ Urban (IUCN  UDDC  RECOFTC) ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 10 (สุราษฎร์ธานี) กรมทรัพยากรน้ำ จัดการประชุมเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำป่าพรุคันธุลี และประเมินความพร้อมสู่การขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์

กระบวนการแลกเปลี่ยนและประเมินร่วม พบว่าป่าพรุคันธุลีมีศักยภาพโดดเด่นในด้านระบบนิเวศป่าพรุและความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกัน ชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการดูแลรักษาและผลักดันพื้นที่ไปสู่การเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ความจำเป็นในการออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม เพื่อให้การอนุรักษ์สามารถดำเนินไปควบคู่กับวิถีชีวิตและการพัฒนาท้องถิ่น โดยไม่สร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศที่เปราะบาง
อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนจากการหารือ คือ ความสำคัญของกลไกการจัดการในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะบทบาทของคณะกรรมการป่าพรุคันธุลี ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน การเสริมสร้างศักยภาพของกลไกดังกล่าว รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหัวใจของการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ แต่เพื่อการดูแลพื้นที่ในระยะยาว ในมิติการสร้างฐานความยั่งยืน

การสร้างฐานความยั่งยืนของพื้นที่ยังต้องเริ่มจากคนรุ่นใหม่ กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ในหัวข้อ “รู้จักป่าพรุคันธุลีผ่านงานศิลป์”  จึงถูกออกแบบควบคู่กับกระบวนการเชิงนโยบาย ในรูปแบบ สำรวจ–เรียนรู้–สนุก เพื่อทำความเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพของป่าพรุคันธุลี ทั้งพืชและสัตว์ที่มีความสำคัญและพบเฉพาะถิ่น ก่อนถ่ายทอดความรู้สึกและมุมมองผ่านงานวาดภาพในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพของป่าพรุคันธุลี

กรณีพรุคันธุลีจึงสะท้อนให้เห็นว่า การมุ่งสู่การเป็นแรมซาร์ไซต์ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงสถานะ หากแต่เป็น “กระบวนการพัฒนาเชิงพื้นที่” ที่ต้องอาศัยความรู้ การมีส่วนร่วม และการจัดการร่วมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับนโยบาย กลไกการบริหารจัดการในพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างความเข้าใจร่วมของคนในชุมชน การเรียนรู้จากพื้นที่จริงเช่นนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น และนำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์ตรงของเด็กและเยาวชน ทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแผนหรือเอกสาร แต่กลายเป็นความเข้าใจและความผูกพันที่เติบโตไปพร้อมกับคนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลรักษาป่าพรุคันธุลีและพื้นที่ชุ่มน้ำอื่น ๆ อย่างยั่งยืนในอนาคต