พะเยาเดินหน้า “เมืองคู่ขนาน” เสริมกลไกความร่วมมือไทย–ลาว มุ่งลดหมอกควันข้ามแดน พร้อมเริ่มกิจกรรมลดการเผาในชุมชน (In Thai)

2 มีนาคม 2569 จังหวัดพะเยาจัดประชุมคณะกรรมการศูนย์สั่งการชายแดนไทย–ลาว ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เพื่อติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างบูรณาการ ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีนางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุม

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือ “เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา” เพื่อขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน โดยนางสาววิลาวรรณ น้อยภา หัวหน้าโครงการ ได้มอบหมายให้ นางสาวพวงผกา ขาวกระโทก ผู้จัดการโครงการอาวุโส พร้อมคณะวิจัย เข้าร่วมประชุมและนำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดพะเยา โดยเฉพาะอำเภอภูซาง ซึ่งมีความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่กับเมืองคอบ แขวงไชยบุรี สปป.ลาว

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) ควบคู่กับข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่าปัญหาการเผาในที่โล่งและหมอกควันมีลักษณะเชื่อมโยงข้ามพรมแดนอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างจังหวัดพะเยาและแขวงไชยบุรีในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อน การเสริมศักยภาพหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการกำหนดแนวทางลดการเผาอย่างต่อเนื่อง

จังหวัดพะเยารับทราบข้อเสนอและเห็นความสำคัญของการหารือความร่วมมือไทย–ลาวในระดับพื้นที่ โดยจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานของจังหวัด เพื่อสนับสนุนการประสานข้อมูลและการดำเนินมาตรการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

ควบคู่กันนี้ จังหวัดพะเยาเตรียมเริ่มต้นกิจกรรมลดการเผาในระดับชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบ ลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง และลดการกำจัดขยะด้วยวิธีเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดควันและฝุ่นละอองในพื้นที่ชุมชน การดำเนินงานดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือระหว่างจังหวัดพะเยาและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการ “เมืองคู่ขนาน ไทย–ลาว–เมียนมา” โดย TEI สนับสนุนองค์ความรู้เชิงวิชาการ เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และกระบวนการพัฒนาศักยภาพในระดับพื้นที่ ขณะที่จังหวัดพะเยาทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขับเคลื่อนมาตรการสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งสร้างต้นแบบการลดการเผาที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงประจักษ์กับการจัดการในพื้นที่ และต่อยอดสู่กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนในระยะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน