ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ชูแนวคิด “Water Resilience for Thai Industries” ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยรับมือวิกฤตน้ำอย่างยั่งยืน
28 สิงหาคม 2569 ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้รับเชิญเป็นวิทยากรกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Water Resilience for Thai Industries: การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อวิกฤติด้านน้ำ เพื่อความยั่งยืน” ภายในงาน Sustainability Symposium 2026: Water Intelligence for Sustainable Industries ณ ห้อง Diamond Dome 1 ชั้น 22 โรงแรมควีนสแลนด์ กรุงเทพมหานคร
ดร.วิจารย์กล่าวถึงความท้าทายด้านน้ำที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ความแปรปรวนของปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการผลิต ต้นทุน การแข่งขัน และความมั่นคงของภาคอุตสาหกรรม
ในการบรรยาย ดร.วิจารย์ได้นำเสนอแนวคิด Water Resilience สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งให้โรงงานและสถานประกอบการสามารถ “คาดการณ์ ป้องกัน ดูดซับ ปรับตัว และฟื้นตัว” จากความเสี่ยงด้านน้ำ พร้อมรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำตั้งแต่ระดับลุ่มน้ำและระดับโรงงาน การลดความต้องการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และพัฒนาระบบน้ำหมุนเวียน ตลอดจนการเพิ่มความมั่นคงของแหล่งน้ำด้วยการกระจายแหล่งน้ำสำรอง การกักเก็บน้ำ และการเลือกใช้แหล่งน้ำให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
ดร.วิจารย์ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Circular Water Management โดยเสนอให้ภาคอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำจืด เพิ่มการ Reuse และ Recycle น้ำภายในกระบวนการ รวมถึงพิจารณาแนวทาง Zero Liquid Discharge ในกิจกรรมที่มีความเหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำภายนอกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ดร.วิจารย์เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเตรียมความพร้อมทั้งต่ออุทกภัย ภัยแล้ง น้ำเค็มรุก และคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลง โดยต้องมีระบบเฝ้าระวัง แผนฉุกเฉิน การสำรองน้ำ การปรับกระบวนการผลิต และการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำควรเชื่อมโยงกับระบบข้อมูล ตัวชี้วัด และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อช่วยติดตามประสิทธิภาพการใช้น้ำ วิเคราะห์ความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในบริบทที่การลงทุนในอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้น้ำและพลังงานเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ดร.วิจารย์เน้นย้ำว่า การสร้าง Water Resilience ไม่ใช่เพียงการจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อการผลิต แต่ต้องมองครอบคลุมทั้งความมั่นคงของแหล่งน้ำ ประสิทธิภาพการใช้น้ำ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ความพร้อมรับความเสี่ยง และการบริหารจัดการร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
การบรรยายครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านทรัพยากรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวจากการบริหารจัดการน้ำแบบตั้งรับ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและสร้างความยืดหยุ่นด้านน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

Share: