โลกเปลี่ยน มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมต้องปรับ TEI–สผ. เปิดผลศึกษา ชี้ทิศทางยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม (In Thai)

​เมื่อบริบทของพื้นที่เปลี่ยนไป ทั้งจากการขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังจำเป็นหรือไม่” แต่คือมาตรการที่มีอยู่ยังตอบโจทย์พื้นที่ได้เพียงใดและควรปรับอย่างไรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ประเด็นนี้เป็นหัวใจของการสัมมนานำเสนอผลการศึกษา โครงการยกระดับการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกว่า 160 คน เข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์

ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โลกเปลี่ยน มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมต้องปรับ” โดยชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษ ตลอดจนการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องทบทวนมาตรการคุ้มครองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมกำหนดพื้นที่ มาตรการ งบประมาณ และบทบาทของหน่วยงานให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ในช่วงนำเสนอผลการศึกษา คุณพวงผกา ขาวกระโทก นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และ ดร.จรัญยา กิติไพศาลนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ได้นำเสนอผลการทบทวนและประเมินการดำเนินงานของพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 45 ครอบคลุม 6 พื้นที่ 7 จังหวัด ผลการศึกษาสะท้อนว่า พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการรับมือกับแรงกดดันจากการพัฒนาเมือง การท่องเที่ยว และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่ประสิทธิผลของการคุ้มครองไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประกาศพื้นที่เพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เพียงพอ กลไกบริหารจัดการ บุคลากร งบประมาณ และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ

คณะศึกษาจึงเสนอให้ยกระดับการดำเนินงานจากการเน้น “การประกาศพื้นที่” ไปสู่ “การบริหารจัดการบนฐานข้อมูลและผลลัพธ์” โดยกำหนดข้อมูลฐาน (Baseline) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน พัฒนาระบบข้อมูลและกลไกบริหารจัดการเชิงพื้นที่ รวมถึงมีกระบวนการติดตาม ทบทวน และปรับปรุงมาตรการหรือขอบเขตพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการต่อยอดผ่านวงเสวนา “การยกระดับบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” โดยนางสาวสุจิตรา อยู่ทอง ผู้อำนวยการกองสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ สผ. ดร.ธงชัย โรจนกนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน และนายสราวุธ สุโพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี

วงเสวนาเห็นร่วมกันว่า มาตรการคุ้มครองควรออกแบบให้สอดคล้องกับปัญหา ศักยภาพ และขีดจำกัดของแต่ละพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงกับการวางผังเมือง การบริหารจัดการของท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่ข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมยังเน้นถึงความจำเป็นของหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ชัดเจน แผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ กลไกบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการสนับสนุนด้านงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์

โจทย์สำคัญของพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมีมาตรการ แต่คือการทำให้มาตรการ “ทำงานได้จริง” และปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การยกระดับการคุ้มครองในระยะต่อไปจึงต้องเดินไปพร้อมกันทั้งข้อมูลที่ทันสถานการณ์ มาตรการที่เหมาะกับพื้นที่ กลไกบริหารที่ชัดเจน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกับการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างสมดุลและยั่งยืน