นับตั้งแต่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO นำเสนอข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าอาหารที่ผลิตขึ้น 1 ใน 3 ของโลก ได้สูญเสียออกจากห่วงโซ่อาหาร (FAO, 2011) ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด
กระทั่งได้มีการประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยมีเป้าหมายย่อย 12.3 ระบุไว้ว่า “ลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งในการค้าปลีกและการบริโภค ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573)” ได้นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาในระดับต่าง ๆ ของประเทศในฐานะที่ได้ลงนามรับรองเป้าหมาย SDGs ดังกล่าว
สำหรับทิศทางด้านขยะอาหารของประเทศไทย ที่กำหนดไว้ใน Roadmap และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ (ระยะที่ 1) พ.ศ. 2565 – 2570 ได้มุ่งป้องกันและลดการเกิดขยะอาหารที่ต้นทาง ควบคู่ไปกับการคัดแยกและนำขยะอาหารไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายให้ขยะอาหารจากแหล่งกำเนิดลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่กี่ปี
เราจะช่วยกันลดขยะอาหารให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างไร ? หากไปดูผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนหน้านี้ (สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, 2564) พวกเขาเห็นว่าควรเร่งจัดการจาก 3 แหล่งกำเนิด นั่นก็คือ บ้านเรือนที่พักอาศัย โรงอาหารและศูนย์อาหาร และตลาดสด ซึ่งเป็นมีขยะอาหารในลักษณะต่าง ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากเป็นประจำ
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลน่าสนใจที่รวบรวมจากการวิจัยที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการลดขยะอาหารได้ อาทิ คนอายุน้อยสร้างขยะอาหารมากกว่าผู้สูงอายุ คนที่มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มสร้างขยะอาหารมาก คนในสังคมเมืองสร้างขยะอาหารมากกว่าในสังคมชนบท ครอบครัวเดี่ยวสร้างขยะอาหารต่อคนมากกว่าครอบครัวใหญ่ ฯลฯ
แน่นอนว่าการจัดการกับปัญหาขยะอาหารที่ถูกทิ้งปะปนมากับขยะอื่นเกือบร้อยละ 40 ของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้น (กรมควบคุมมลพิษ, 2565) เป็นสิ่งที่ท้าทาย จึงต้องมีการออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ติดตามวัดผลเพื่อปรับรูปแบบการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

เรียบเรียงโดย คณะนักวิจัยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ด้วยความร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ตุลาคม 2566
Share: