การเตรียมความพร้อมด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อกฎระเบียบด้านการตรวจสอบรอบด้านของสหภาพยุโรป (EU Due Diligence Regulations)

ท่ามกลางความสนใจและคำถามจากภาคเอกชนและผู้ที่สนใจต่อกฎระเบียบด้านการตรวจสอบรอบด้านของ EU การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือระหว่างองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้โครงการ FIT for FAIR" (Supporting the Operationalisation of Corporate Sustainability Due Diligence in Agricultural Supply Chains) ผ่านการสนับสนุนจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของเยอรมนี (BMZ)  ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและการจัดการสิ่งแวดล้อม ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ กว่า 60 คนทั้งนี้ ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า
“กฎระเบียบด้านการตรวจสอบรอบด้านของ EU เหล่านี้ เราอาจมองเป็นโอกาสที่ทำให้เราสามารถพัฒนากระบวนการผลิตของไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาธุรกิจไปสู่อีกมาตรฐานของความยั่งยืนได้”
ในขณะที่ Mr. Julain Tost, Deputy Cluster Coordinator and Project Director of FIT for FAIR Project, GIZ Thailand ได้เน้นย้ำว่า

“ท่ามกลางกฎระเบียบที่มีความซับซ้อน เกษตรกรรายย่อยคือกลุ่มที่เราควรคำนึงถึงว่าพวกเขาจะสามารถรักษาตลาดการค้าภายใต้กฎระเบียบเหล่านี้ได้อย่างไร”

ภายในการประชุมได้หยิบยกฎระเบียบและกฎหมายที่สำคัญมาสร้างความเข้าใจร่วมกัน ได้แก่ ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการทำลายป่า (EUDR: EU Deforestation Regulation) และ คำสั่งการตรวจสอบความยั่งยืนขององค์กรของสหภาพยุโรป (CSDDD: Corporate Sustainability Due Diligence Directive) รวมทั้งมีการเชิญตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความคิดเห็น เช่น
  • คุณบุณยนุช ศรีบุญแก้ว รักษาการหัวหน้ากองพัฒนาตลาดยางพารา การยางแห่งประเทศไทยกล่าวว่า
  • เกษตรกรไม่ได้แค่ต้องรู้ว่าจะขายของอย่างไร แต่ต้องขายอย่างไรให้ยั่งยืน เข้าถึงได้ทุกตลาด ซึ่งส่วนหนึ่งของความสำเร็จก็คือความร่วมมือจากทุกฝ่าย
  • คุณรัฎดา ลาภหนุน องค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน กล่าวว่า
  • ประเทศไทย เป็นประเทศที่ส่งออกปาล์มเป็นอันดับที่ 3 ของโลก แต่เกษตรกรรายย่อยในภาคส่วนนี้ กลับเข้าถึงการรวมกลุ่มและมีความตระหนักรู้ในด้านมาตรฐานความยั่งยืนเหล่านี้น้อยมาก
ที่ประชุมได้ช่วยกันระดมความคิดเห็นผ่านกิจกรรมกลุ่มและเห็นว่าจะต้องเร่งพัฒนาระบบข้อมูลที่ได้มาตรฐานและสามารถเข้าถึงได้ง่าย ตั้งคณะกรรมการเพื่อเจรจาและสร้างความเชื่อมั่นต่อ  EU และเตรียมความพร้อมอื่น ๆ โดยทั้งภาครัฐ-เอกชน-วิชาการ-ผู้แทนเกษตรกร ต้องทำงานร่วมกัน ได้แก่ 1) ด้านเกษตรและที่ดิน 2) ด้านอุตสาหกรรม 3) ด้านพาณิชย์ และ 4) ด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประเทศไม่เสียโอกาสในการส่งออกไปตลาด EU และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการผลิตของประเทศ

การประชุมเชิงปฏิบัติการในชุดนี้จะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยเจาะลึกประเด็นด้าน “สิทธิมนุษยชน” ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญไม่แพ้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ ความปลอดภัย ความเท่าเทียมในห่วงโซ่อุปทาน และการคุ้มครองชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ