สำรวจและประเมินศักยภาพวัสดุเหลือใช้จากแปลงข้าวโพด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี นำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรต้นแบบลดการเผาอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตาก

15–18 มิถุนายน 2569 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ดำเนินงานโครงการพัฒนาและขยายเครือข่ายเกษตรกรสู่การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาการจัดการแปลงข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่จังหวัดตาก นำโดย คุณสุทัสสา วงศ์ราช หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยคณะนักวิจัย และอาจารย์ที่ปรึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ ร่วมลงพื้นที่จังหวัดตาก เพื่อสำรวจและประเมินศักยภาพการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากแปลงข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพพื้นที่ รูปแบบการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนความพร้อมของเกษตรกรในการยอมรับเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้

การลงพื้นที่ครั้งนี้ครอบคลุม 4 อำเภอ ในจังหวัดตาก ได้แก่ อำเภอบ้านตาก อำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง และอำเภอแม่สอด โดยคณะนักวิจัยได้ดำเนินการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเกี่ยวกับข้อมูลด้านการจัดการแปลง รวมถึงกำหนดแปลงตัวอย่าง เพื่อวางแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อยกระดับสู่การพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยได้เข้าพบและแนะนำโครงการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานเกษตรอำเภอแม่ระมาด และสำนักงานเกษตรอำเภอท่าสองยาง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานของโครงการ ซึ่งจะเอื้อต่อการประสานความร่วมมือในการคัดเลือกพื้นที่และเกษตรกรเป้าหมาย รวมถึงการขยายเครือข่ายเกษตรกรด้านการลดการเผาอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดตากต่อไป

จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความสนใจและเปิดรับการนำเทคโนโลยีด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและประเมินศักยภาพพื้นที่ของเกษตรกร จะถูกนำไปใช้ในการคัดเลือกแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนารูปแบบการจัดการแปลงข้าวโพดหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการลดการเผาในที่โล่ง เพิ่มการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และสร้างต้นแบบการจัดการที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน