ยกระดับ “หลักเกณฑ์การประกาศและยกเลิกพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” สู่เครื่องมือบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมของประเทศ แต่ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เข้มข้นขึ้น การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ และสามารถปรับมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์และขั้นตอนการประกาศและยกเลิกเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการยกระดับการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการ สผ. เป็นประธานเปิดการประชุม และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นำเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดในพื้นที่เป้าหมาย ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ได้นำเสนอ "มุมมองเชิงนโยบาย : การยกระดับหลักเกณฑ์การประกาศและยกเลิกพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม" โดยชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ เป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยว ดังนั้น การประกาศหรือยกเลิกเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมควรตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือ มีระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ปรับมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ผลการศึกษาของคณะนักวิจัยสะท้อนว่า ประเทศไทยยังไม่มีหลักเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการประกาศหรือยกเลิกพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ขณะที่ข้อมูล ตัวชี้วัด และกลไกการบังคับใช้กฎหมายยังขาดการเชื่อมโยง อีกทั้งการประกาศที่มีอายุ 5 ปี อาจก่อให้เกิดช่วงว่างของการคุ้มครอง ส่งผลให้การบริหารจัดการขาดความต่อเนื่อง แม้ว่าหลายพื้นที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนปัญหาน้ำเสียและขยะที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ร่างหลักเกณฑ์จึงเสนอให้พิจารณาการประกาศและยกเลิกพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐาน 4 มิติสำคัญ ได้แก่
  • ทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • กฎหมายและนโยบาย
  • การใช้ประโยชน์ที่ดินและการพัฒนา
  • การบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมของประชาชน

พร้อมกำหนดกระบวนการคัดกรองพื้นที่ การประเมินเชิงลึก การกำหนดมาตรการ และติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสม ทั้งการประกาศพื้นที่ใหม่ การปรับขอบเขตหรือมาตรการ การคงมาตรการเดิม หรือการยกเลิกประกาศเมื่อหมดความจำเป็น โดยไม่ทำให้ระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมลดลง

ข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมสะท้อนตรงกันว่า การคุ้มครองพื้นที่จะเกิดผลได้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประกาศพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ระบบติดตามประเมินผลที่ต่อเนื่อง บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน การสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน เพื่อให้พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ