TEI ร่วมกับ สวพส. นำคณะจากเมืองเงิน สปป.ลาว ศึกษาดูงานเกษตรทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

14–15 ตุลาคม 2569 สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ภายใต้การดำเนินงานโครงการพัฒนากลไกความร่วมมือขับเคลื่อน แผนปฎิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เพื่อลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน(ระยะที่ 2) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง หัวหน้าโครงการ และคณะวิจัย ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. จัดกิจกรรมศึกษาดูงานเกษตรทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการเผาในที่โล่ง ณ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงโป่งคำ อำเภอสันติสุข และโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ่อเกลือ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยมีคณะผู้แทนจากเมืองเงิน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นำโดย นายอุ่นคำ อุบนสัก รองประธานคณะกรรมการปกครองเมือง พร้อมด้วยหัวหน้าห้องการกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม รองหัวหน้าห้องการอุตสาหกรรมและการค้า หัวหน้าหน่วยงานสิ่งแวดล้อม และผู้นำชุมชน เข้าร่วมการศึกษาดูงานในครั้งนี้

การศึกษาดูงาน ณ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงโป่งคำ มุ่งเน้นการเรียนรู้แนวทางการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยคณะศึกษาดูงานได้เรียนรู้การเพาะเห็ดฟาง การทำเกษตรแบบผสมผสานร่วมกับการใช้เชื้อเห็ดในดิน การปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดมาเป็นการปลูกยางพารา รวมถึงการนำซังข้าวโพดมาแปรรูปเป็นถ่านไร้ควันและใช้สำหรับดูดกลิ่น และการทำปุ๋ยหมักจากเปลือกข้าวโพด เพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ ลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

จากนั้น คณะศึกษาดูงานได้เดินทางไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ่อเกลือ เพื่อเรียนรู้แนวทางการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากการปลูกข้าวโพดและข้าวไร่ ไปสู่การปลูกข้าวแบบขั้นบันไดและการปลูกกาแฟ พร้อมทั้งเรียนรู้การบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟบ้านห้วยโทน รวมถึงกระบวนการแปรรูปกาแฟเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ในการพัฒนาเกษตรทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำแนวทางจากพื้นที่ต้นแบบไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพ และลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน