ถึงแม้ว่าประเทศไทยและจีนมีขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร ภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ รวมถึงระบบการปกครองที่ต่างกันมาก แต่ทั้งสองประเทศต่างเจอปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเหมือนกัน ไม่ว่าน้ำท่วม ภัยแล้ง อุณหภูมิสูงขึ้น และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งส่งผล
กระทบต่อทั้งทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของผู้คน
ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมา ในการประชุม Community Climate Action: China Thailand Exchange and Collaboration ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้เล่าประสบการณ์ของชุมชน 18 ชุมชน จากจังหวัดอุดรธานี นครสวรรค์ และนครศรีธรรมราช ที่มีศักยภาพในการปรับตัวได้ดี โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การเรียนรู้จากธรรมชาติ และความเข้มแข็งของคนในสังคมมาช่วยกันจัดการเรื่องน้ำ ปรับระบบเกษตร ดูแลทรัพยากร และสร้างความมั่นคงในการใช้ชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ เกือบทุกชุมชนมีวิถีชีวิตและการจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เรียกชื่อนี้ตรงๆ ก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้เองที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวที่สำเร็จก็ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ และการจะขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นก็ยังเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศที่ตรงกับพื้นที่จริงๆ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การสนับสนุนด้านทรัพยากร รวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงาน นอกจากนี้ การสนับสนุนจากภายนอกก็ต้องเข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่ และควรเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ชุมชนทำอยู่แล้วจะดีที่สุด
ประสบการณ์จากประเทศจีน ได้นำเสนอกรณีชุมชนเมืองในนครเซินเจิ้น ที่นั้นต้องเจอกับพายุไต้ฝุ่น ฝนตกหนัก และน้ำท่วมขังบ่อยๆ จึงมีการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง ดูแลผู้เปราะบาง และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยผู้หญิงมีบทบาทสำคัญทั้งในการประสานงาน การดูแลผู้สูงอายุและเด็ก และการถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัยสู่ครอบครัว
ส่วนที่หมู่บ้านเยี่ยนถ่า มณฑลยูนนาน ต้องต่อสู้กับภัยแล้งและความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร มีการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าร่วมประเมินความเสี่ยง ปรับปรุงการจัดการสวนสาลี่ให้ทนต่อภัยแล้ง และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยมีเครือข่ายช่วยเหลือผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน
นอกจากนี้ ประสบการณ์จากโครงการ Heqi Action ในประเทศจีน ได้พัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศแบบมีส่วนร่วม โดยเอาข้อมูลวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ใน 13 มณฑล และสนับสนุนให้ชุมชนนำผลการประเมินไปใช้จริง เช่น การฟื้นฟูระบบกักเก็บน้ำแบบดั้งเดิม และการส่งเสริมบทบาทผู้สูงอายุในการจัดการน้ำ
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างการเรียนรู้และนำไปสู่ความร่วมมือกัน ทั้งในทางวิชาการ ข้อมูล เทคโนโลยี และทรัพยากรให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน การเสริมสร้างความสามารถของชุมชนในการเรียนรู้ ปรับตัว และร่วมมือกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
Share: