"เปิดศักราชใหม่ 2569 คนกรุงยังไม่ได้พักปอด"
ยังไม่ทันได้หายใจโล่งท้อง... ฝุ่นก็มาเคาะประตูบ้านอีกแล้ว คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องกลับมาใช้ชีวิตภายใต้ "หมอกพิษ" กันอีกครั้ง... นี่ไม่ใช่ภาพใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มันคือ "วิกฤตซ้ำซาก" ที่ Climate Change กำลังทำให้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้าที่เป็น "ฝาชีครอบเมือง" (Inversion Layer) กักเก็บฝุ่นพิษให้อยู่นานขึ้นและเข้มข้นขึ้นกว่าทุกปี! ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและโอกาสในการใช้ชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

รายงานจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงวันที่ 16 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ท้องฟ้าใน กทม.ดูขมุกขมัวกว่าปกติ มีแนวโน้ม เริ่มลดลง แต่ยังพบค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 7.3 – 81.2 ไมโครกรัม/ลบ.ม.ซึ่งยังคงถือว่า สูงเกินมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจาก สภาพอากาศปิด ลมนิ่ง และการสะสมของมลพิษในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะ “โลกเดือด” ส่งผลให้ค่าฝุ่นที่ควรไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลบ.ม.กลับพุ่งแตะระดับ สีส้ม–สีแดงซึ่งเป็นระดับที่ เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ในหลายพื้นที่อย่างน่ากังวล
ตัวเลขไม่เคยโกหก... ปี 2568 สอนอะไรเรา? สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ชัดว่า ฝุ่นจิ๋วพิษร้ายแรงกว่าที่คิด
ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา แม้เราจะรู้สึกว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ดูเบาบางลงเพราะมีฝนตกช่วยไว้เป็นระยะ แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มีคนไทยถึง 10 ล้านคน ที่ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคจากมลพิษ ทั้งทางเดินหายใจ หัวใจ และผิวหนัง"
- 37.5 คือขีดจำกัดความปลอดภัย (ค่ามาตรฐานใหม่) ที่หลายพื้นที่ใน กทม. ทะลุปรอทจนเข้าขั้นวิกฤต
- ราคาที่ต้องจ่าย... แพงกว่าค่าหน้ากาก ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กัดกินแค่ปอด แต่กัดกินอนาคต
- สมองเด็ก พัฒนาการช้าลง และต้องหยุดเรียนบ่อยครั้ง
- กระเป๋าฉีก ค่ารักษาพยาบาลและเครื่องฟอกอากาศ คือ "ภาษีสังคม" ที่คนไทยต้องจ่ายเพิ่มเอง
- กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เหมือนถูกขังอยู่ในบ้านตัวเอง เพราะอากาศข้างนอกคือยาพิษ รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
ในปี 2568 มีประชาชนกว่า 38 ล้านคนอาศัย อยู่ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานสุขภาพทั้งหมดนี้คือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ของเมืองและประเทศ ที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี หากเราไม่เริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง
ถึงเวลา "ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด" รับมือฝุ่นยุคโลกเดือด
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ชี้ว่า สถานการณ์ฝุ่นที่ถล่มกรุงซ้ำซาก ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว แต่เป็นผลจากโครงสร้างเมืองและ Climate Change ถึงเวลาที่เราต้อง ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด สอดรับกับ แผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ดังนี้
ระดับบุคคล & ครอบครัว
- ตรวจเช็กค่าฝุ่น (Air4Thai) ของกรมควบคุมมลพิษก่อนออกจากบ้าน
- สวมหน้ากากอนามัยที่สามารถกรอง PM2.5 เมื่อ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
- ลดกิจกรรม กลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง
- เฝ้าระวัง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย ควรอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด
ระดับชุมชน & โรงเรียน
- จัดพื้นที่ปลอดฝุ่น เช่น ห้องเรียนหรือศูนย์เด็กเล็กที่มีระบบกรองอากาศ
- เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ต้นไม้ดักจับฝุ่น ลดการสะสมของฝุ่น
- สื่อสารความรู้และผลกระทบ ของฝุ่นพิษและ Climate Change อย่างต่อเนื่อง
ระดับนโยบาย & ภาครัฐ
- การประกาศพื้นที่ควบคุมมลพิษในเขตวิกฤตคุณภาพอากาศ
- สนับสนุนและส่งเสริมการเดินทางโดยใช้บริการสาธารณะ
- พัฒนาระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ให้เข้าถึงทุกพื้นที่
- ส่งเสริมมาตรการ WFH และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในช่วงวิกฤติฝุ่น
- ควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น และการเผาในที่โล่งอย่างจริงจัง โดยใช้มาตราการทางกฎหมายและการสร้างแรงจูงใจ
"ฝุ่นต้นปี 2569 คือสัญญาณเตือน..." หากเราไม่ “ปรับตัว” วิกฤตเดิมจะวนกลับมาทุกปีและรุนแรงขึ้น TEI ขอสนับสนุนการสื่อสารการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะการปกป้องสุขภาพในวันนี้ “ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด” ของคนไทยทุกคน
Share: