ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด กับ TEI: ไฟลามทุ่งนา 13,000 ไร่ ที่นครนายก ดีด PM 2.5 พุ่งขีดอันตราย

กลุ่มงาน: การปรับตัว

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยที่ต้องสกัดไฟข้ามคืน และสุขภาพของคนทั้งประเทศไทยที่ต้องหายใจเอาฝุ่นพิษเข้าไปทุกวัน
เมื่อเย็นวานนี้ (27 ม.ค.) “นครนายก" แดงฉาน ภาพไฟลามทุ่งนา 13,000 ไร่ ที่โหมกระหน่ำข้ามคืน ไม่ใช่แค่ข่าวไฟไหม้ไกลตัว แต่มันคือต้นตอของ "ฝุ่นพิษ" ที่ลอยตามลมมาบุกถึงห้องนอนคนกรุง! ผสมโรงกับ Climate Change ที่ทำให้สภาพอากาศปิดเหมือน "ฝาชีครอบเมือง" กดทับควันทั้งหมดไว้... เช้านี้เราจึงตื่นมาพร้อมกับอากาศที่เป็นพิษร้ายแรง

10 พื้นที่ "สีแดง" รับลมมฤตยูจากนครนายก
ช่วงเช้าวันนี้ ข้อมูลจาก Air4Thai (กรมควบคุมมลพิษ) และ กทม. เผย 10 พื้นที่ด่านหน้าโซนตะวันออกและปริมณฑล ที่ค่าฝุ่นพุ่งทะลุเกณฑ์ "สีแดง" (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) จากกระแสลมที่พัดควันเข้ามาเต็มๆ

  1. จ.นนทบุรี: 94.6 มคก./ลบ.ม. (วิกฤตหนักสุด!)
  2. เขตหนองจอก: 80.8 มคก./ลบ.ม. (รับลมจากนครนายกโดยตรง)
  3. จ.สมุทรสงคราม: 77.6 มคก./ลบ.ม.
  4. เขตมีนบุรี: 77.3 มคก./ลบ.ม.
  5. เขตคลองสามวา: 76.5 มคก./ลบ.ม.
  6. เขตคันนายาว: 76.1 มคก./ลบ.ม.
  7. เขตประเวศ: 71.7 มคก./ลบ.ม.
  8. เขตสายไหม: 70.7 มคก./ลบ.ม.
  9. เขตลาดกระบัง: 69.2 มคก./ลบ.ม.
  10. สวน 60 พรรษาฯ (เคหะร่มเกล้า): 68.0 มคก./ลบ.ม.

เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

กทม. ไม่รอช้า ขอความร่วมมือ 35 เขต Work from Home (WFH) ทันที! เพื่อลดการสูดดมฝุ่นในช่วงวิกฤต 29-30 ม.ค. นี้จะเข้ม ระดับสีส้ม
ทำไมไฟที่นครนายก ถึงทำร้ายคนกรุงได้ขนาดนี้? เพราะ Climate Change ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน
  • แล้งจัด: ทุ่งนาแห้งกรอบ ไฟติดง่ายและลามเร็วกว่าเดิม (Fire Weather)
  • ลมเปลี่ยนทิศ: พัดเอากลุ่มควันมหาศาลเข้าสู่พื้นที่เมือง
  • อากาศปิด: ความกดอากาศสูงกดทับ ทำให้ฝุ่นระบายออกไม่ได้ สะสมตัวจนเข้มข้น
ถึงเวลา “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด”
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรง และสถานการณ์ไฟลามทุ่งจากการเผาพื้นที่เกษตรนับหมื่นไร่
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เล็งเห็นว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน ในช่วงรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ภายใต้แนวคิด “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) สาขาสาธารณสุข และสาขาเกษตร

1. ระดับประชาชน
  • งดกิจกรรมกลางแจ้งเด็ดขาด!
  • สวมหน้ากากอนามัยที่ปกป้องฝุ่นขนาดเล็กตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกอาคาร
  • ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เปิดเครื่องฟอกอากาศ หรือทำห้อง Clean Room ในบ้าน
2. ระดับเกษตรกร
  • หยุดจุดไฟเผา ในที่โล่งทุกชนิดทันที (Zero Burning)
  • จัดการหน้าดินด้วยวิธีอื่น เพื่อรักษาคุณภาพดิน
  • ช่วยกันเฝ้าระวังและสอดส่องก่อนไฟจะลุกลาม แจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียง
3. ระดับกลไกรัฐ (ทำงานเชิงรุก)
  • กฎหมายต้องเดินต่อ บังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอย่างเข้มงวด
  • ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลกลุ่มเปราะบางทันที
  • วางมาตรการควบคุมไฟและฝุ่น เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินประชาชน
  • งดมาตรการช่วยเหลือพื้นที่เกษตรที่มีการเผา และบังคับใช้อย่างจริงจัง
ไฟลามทุ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะอากาศที่เราหายใจ… เชื่อมถึงกันทั้งประเทศ คือบทเรียนราคาแพงว่า เราเชื่อมโยงกันด้วยอากาศ มาร่วมกัน "ปรับตัวและหยุดเผา" เพื่อให้เราและลูกหลานรอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
 
แหล่งอ้างอิง
กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ (Air4Thai)
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร (รายงาน ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 28 ม.ค. 2569)
https://www.amarintv.com/news/social/536599
Credit ภาพประกอบ
The Matter