2 กุมภาพันธ์ วันพื้นที่ชุมน้ำโลก World Wetlands Day

กลุ่มงาน: ทรัพยากรทางบก

โลกเปลี่ยน พื้นที่ชุ่มน้ำป่วย
กับความเร่งด่วนในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุรุนแรง ดินถล่ม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง หลายพื้นที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งรายงานดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ระบุว่าระหว่างปี 1995 ถึง 2024 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 8 แสนคน สาเหตุโดยตรงจากสภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 เหตุการณ์ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา การเกิดอุทกภัย พายุ คลื่นความร้อน และภัยแล้ง เป็นเหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุด (Germanwatch e.V., 2025) ซึ่งส่งผลต่อทั้งความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ พืชและสัตว์หลายชนิดอาจสูญพันธุ์ เพราะไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

พื้นที่ชุ่มน้ำลดลงต่อเนื่อง
ย้อนกลับมาดูพื้นที่รก ๆ ชื้นแฉะ ที่บางคนสงสัยว่าจะมีประโยชน์อย่างไร ? แต่แท้จริงแล้ว พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็น“พื้นที่ชุ่มน้ำ” (Wetlands) ที่เป็นระบบนิเวศสำคัญ ทำหน้าที่เป็นฟองน้ำที่ช่วยกักเก็บน้ำในฤดูฝนและปล่อยออกในฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาน้ำท่วมและภัยแล้ง เป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ของพืชและสัตว์น้ำนับพันสายพันธุ์ เป็นแหล่งอาหาร น้ำจืด และทรัพยากรชีวภาพที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ อีกทั้งยังช่วยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และกรองมลพิษทางธรรมชาติ จึงเปรียบเสมือน “ภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติ”
พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ มีลักษณะทั้งที่มีน้ำท่วมขังหรืออิ่มตัวด้วยน้ำตลอดทั้งปีหรือเป็นบางช่วง เช่นเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ เช่น บึง หนอง พรุ ป่าพรุ ชายฝั่งทะเล และพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น อ่างเก็บน้ำ

องค์การพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่างประเทศ (Wetland International, 2024) รายงานว่า พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าเกือบสองเท่า ปัจจุบันคงเหลือเพียงร้อยละ 1.6-2.0 ของพื้นที่โลก ขณะที่ประเทศไทย มีพื้นที่ชุ่มน้ำรวมประมาณ 22.88 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ (กรมทรัพยากรน้ำ, 2567) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับสถานการณ์โลก โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตเมืองและพื้นที่ชายฝั่งทะเล


ภัยคุกคามต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ
พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งในประเทศไทยยังคงถูกมองว่าเป็น “สิ่งกีดขวางการพัฒนา” มากกว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้จำแนกภัยคุกคามต่อพื้นที่ชุ่มน้ำออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
  1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การขยายตัวของเมือง โครงสร้างพื้นฐาน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำถูกถม ถูกปรับเปลี่ยน หรือถูกตัดขาดจากระบบน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้พื้นที่สูญเสียความสามารถในการรองรับน้ำ และเกิดการแบ่งแยก (fragmentation) ของระบบนิเวศ และถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิต
  2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบภาวะ "แห้งแล้งเป็นช่วงยาว" หรือ "น้ำท่วมขังยาวนาน" ซึ่งทำลายระบบนิเวศที่อ่อนไหว อย่างพืชน้ำและสัตว์น้ำในท้องถิ่น รวมถึงการสืบพันธุ์ของนกน้ำและสัตว์น้ำในฤดูเปลี่ยนผ่านในระยะยาว
  3. มลพิษจากกิจกรรมมนุษย์ ทั้งการปล่อยน้ำเสีย การทิ้งขยะลงสู่แหล่งน้ำ การใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีที่มากเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของสารอาหารและโลหะหนัก นำไปสู่ปัญหาวัชพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา และปรากฎการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) ที่ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงจนสัตว์น้ำตาย  
  4. การขาดความเข้าใจและแนวปฏิบัติที่ดี หน่วยงานและชุมชนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจในคุณค่าและหน้าที่ของพื้นที่ชุ่มน้ำ มีการใช้ประโยชน์ที่เกินศักยภาพของพื้นที่ การจัดการมักทำแบบแยกส่วนหรือไม่ต่อเนื่อง ขาดข้อมูลเชิงพื้นที่และการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถกำหนดแนวทางอนุรักษ์ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้
ภัยคุกคามเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง แต่ยังบั่นทอนความมั่นคงทางน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจของชุมชนในวงกว้าง เป็นการสูญเสียทั้งแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติ แหล่งทำมาหากิน และแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ หากไม่มีมาตรการจัดการเชิงรุก พื้นที่ชุ่มน้ำจะเสื่อมโทรมจนยากต่อการฟื้นฟูในอนาคต

สะท้อนบทเรียนจาก 3 กรณีพื้นที่ชุ่มน้ำ
พื้นที่ชุ่มน้ำหลายพื้นที่ถูกถมเพื่อขยายเขตชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน บางแห่งถูกเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อลดภาระทางภาษี ขณะที่บางพื้นที่ถูกขุดลอกเพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำ โดยละเลยต่อบทบาทสำคัญด้านอื่น ๆ  

กรณีเวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานโยบายการจัดการน้ำที่มุ่งเน้นโครงสร้างขนาดใหญ่ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคอนกรีตและการถมพื้นที่ ทำให้ระบบน้ำตามธรรมชาติถูกตัดขาด การไหลเวียนของน้ำเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่การสูญเสียภูมิทัศน์ดั้งเดิม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ

ส่วนกรณีพรุคันธุลี จังหวัดสุราษฎธานี เป็นพื้นที่ป่าที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แต่พื้นที่โดยรอบกลับถูกเปลี่ยนเป็นเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะสวนปาล์มน้ำมัน สวนทุเรียน และสวนเงาะ ทำให้มีความเสี่ยงจากสารเคมีทางการเกษตรที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่ระบบนิเวศป่าพรุ รวมทั้งการผันน้ำจากป่าพรุไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตร และซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าชายเลนใกล้เขตเมือง ได้ถูกเสนอให้เป็นโมเดลของการอยู่ร่วมกันระหว่างการพัฒนาเมืองกับการรักษาระบบนิเวศ ทั้งในมิติการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเป็นแหล่งเรียนรู้ และการทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม  

บทเรียนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำที่เน้นโครงสร้างหรือประโยชน์ด้านเดียว ไม่เพียงพอต่อการรักษาระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน จึงจำเป็นต้องปรับสู่การบริหารจัดการแบบบูรณาการ ที่คำนึงถึงบทบาทรอบด้านของพื้นที่ชุ่มน้ำและการอยู่ร่วมกันระหว่างการพัฒนาและธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ความเร่งด่วนในการฟื้นฟูและคืนชีวิตให้พื้นที่ชุ่มน้ำ
เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติกำลังถูกคุกคาม การฟื้นฟูและการจัดการอย่างยั่งยืนจึงเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ เพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการคืนชีวิตให้ธรรมชาติและผู้คนอย่างแท้จริง

ควรมุ่งเน้นทั้งการคุ้มครอง ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุล โดยมีประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับความสำคัญได้แก่
  1. การคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็ก พื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง และพื้นที่เอกชน โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำนอกเขตอนุรักษ์ เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มักถูกมองข้าม ควรส่งเสริมการคุ้มครองพื้นที่เหล่านี้โดยบูรณาการเข้ากับผังเมืองและนโยบายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งประกาศแนวเขตพื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการบุกรุก และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม
  2. การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและแผนจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำระดับจังหวัดและท้องถิ่น ให้สามารถบริหารจัดการเชิงบูรณาการได้จริง การมีฐานข้อมูลและองค์ความรู้ การจัดทำแผนจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำระดับจังหวัดและท้องถิ่น และเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัดและยุทธศาสตร์ชาติด้านทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพหลัก พร้อมบทบาทการทำงานที่ชัดเจน
  3. การกำหนดมาตรการและแนวปฏิบัติสำหรับโครงการพัฒนาต่าง ๆ บนพื้นฐานของหลักการไม่ทำลาย ควรจัดทำแนวปฏิบัติ (Guidelines) สำหรับหน่วยงานพัฒนา และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการชดเชยและฟื้นฟูระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ กรณีที่มีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยกำหนดมาตรการฟื้นฟูหรือจัดหาพื้นที่ชุ่มน้ำทดแทนอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศโดยรวม
  4. การบัญญัติกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อเป็นกลไกหลักในการคุ้มครอง ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ที่กำหนดกลไกการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งการกำหนดเขตพื้นที่ การใช้ประโยชน์ การติดตามและประเมินผล ตลอดจนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการยกระดับการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศ และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
  5. การจัดทำและเชื่อมโยงฐานข้อมูล ให้เป็นปัจจุบัน เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผน บริหารจัดการ ติดตามสถานการณ์ และการตัดสินใจโดยคำนึงถึงบทบาทของพื้นที่ในฐานะแหล่งต้นน้ำ แหล่งรองรับ ดูดซับ และเชื่อมต่อระบบนิเวศ เพื่อให้การพัฒนาเชื่อมโยงและสมดุลทั้งระบบ
  6. การจัดตั้งและบริหารกองทุนเพื่อธรรมชาติอย่างเป็นระบบ พัฒนากลไกด้านงบประมาณ โดยกำหนดแหล่งที่มา รูปแบบกองทุน การบริหารจัดการ และการเข้าถึงงบประมาณอย่างโปร่งใส เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ชุ่มน้ำ

ความเร่งด่วนระดับพื้นที่ ของการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในระยะต่อไป คือ การเชื่อมโยง “ข้อมูลและองค์ความรู้” เข้ากับ “การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” และ “นโยบายและแผนระดับชาติและท้องถิ่น” เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ แนวทางเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนจากกระบวนการจัดทำร่างแผนแม่บทการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำจังหวัดเชียงรายและจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับองค์กรภาคี ภายใต้โครงการ URBAN เมื่อปี 2568
ที่สำคัญ การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่เพียงการ “รักษาภูมิคุ้มกันธรรมชาติ” แต่คือ “การลงทุนเพื่ออนาคต” ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจของสังคม การลงทุนด้านทรัพยากรและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในระยะยาว และยกระดับนโยบายให้สอดคล้องกับการลงมือปฏิบัติได้จริง  
เรียบเรียงโดย:
พรชนก เสวตวงษ์
นักวิจัย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
แหล่งข้อมูล:
กรมทรัพยากรน้ำ. (2567). ข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย.
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย. (2568). Wetlands: Keys to Resilience Presentation. กรุงเทพมหานคร.
Wetland International. (2024). Global Wetland Outlook: State of the World’s Wetlands and Their Services to People 2024. Gland, Switzerland: Ramsar Convention on Wetlands.
Germanwatch e.V. (2025). Global Climate Risk Index 2025.