การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ที่ผ่านมา ทำให้ไทยเสียโอกาสในการพลิกวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมไปแล้วเท่าไหร่… ?
8 ก.พ. 2569: วันชี้ชะตาอนาคตไทย ท่ามกลางสมรภูมิเลือกตั้งที่ดุเดือด นโยบายเศรษฐกิจถูกหยิบยกมาพูดถึงมากมาย... และอีกหนึ่งสิ่งที่จะถูกชี้ชะตาแบบห้ามมองข้ามก็คือ
"วิกฤตสิ่งแวดล้อมในยุค Climate Change"
รู้หรือไม่? ไทยคือพื้นที่เสี่ยงภัยระดับโลก
จากรายงาน
ดัชนีความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk Index: CRI) ชี้ชัดว่า ไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางและความเสี่ยงสูงลำดับต้นๆ ของโลก (High Risk) ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว นี่ไม่ใช่คำขู่... แต่คือสถิติที่แลกมาด้วยชีวิตและความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล!
คนไทยกำลังสู้อยู่กับอะไร? ในขณะที่เราเข้าคูหา... ภัยธรรมชาติกำลัง "หาเสียง" ด้วยความรุนแรง
- อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้น: ทำให้พายุมีพลังงานสะสมมากกว่าเดิม เกิดฝนตกหนักเฉียบพลันในช่วงเวลาสั้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำหลากซ้ำซาก สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
- ปัญหาฝุ่น PM2.5: โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่เคยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงในระดับโลก รวมทั้ง 8 พื้นที่ภาคเหนือตอนบนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยในระยะยาว และลุกลามไปถึงเศรษฐกิจไทยที่สูญเสียไปกับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข สูญเสียผลิตภาพแรงงาน และผลกระทบต่อการท่องเที่ยวช่วงฤดูฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นช่วงพีค หรือ High Season ของฤดูท่องเที่ยว
- ภัยแล้ง: ส่งผลต่อเกษตรกรที่สูญเสียรายได้ ผลผลิตของพืชเศรษฐกิจลดลง และส่งผลต่อวงกว้างของเศรษฐกิจภาพรวมของไทย
- อุณหภูมิสูงมากขึ้น: ส่งผลต่อสุขภาพ เสี่ยงต่อโรค Heat Stoke ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบแล้ว โดยในปีที่ผ่านมามีคนเสียชีวิตจากโรค Heat Stoke หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทำงานกลางแจ้ง อีกทั้งยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานลดลงด้วย
- ทะเลกัดเซาะชายฝั่ง: ผู้คนอาศัยริมทะเลได้รับผลกระทบจากที่อยู่อาศัยและถิ่นทำกิน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจริมชายฝั่งอาจส่งผลกระทบไปด้วย เช่น ร้านอาหารริมทะเล หรือโรงแรมริมทะเล รวมทั้งบริเวณชายฝั่ง เป็นต้น
ปัญหาเหล่านี้ รอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว... การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เลือกคนบริหาร แต่คือการเลือก "ทางรอด" ของพวกเรา
ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ให้ไทยเตรียมรับมือภัยได้ทันท่วงที!
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ขอเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญในการสื่อสารประเด็น Climate Adaptation เพื่อประโยชน์สาธารณะและให้ประชาชนพร้อมรับมือสถานการณ์ Climate Change ตามแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ที่สอดคล้องกับแผน NAP ในวาระเร่งด่วนระดับชาติ ระดับหน่วยงานภาครัฐ อาจต้องปรับตัวดังนี้
1. กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ (Legal & Mitigation)
- พ.ร.บ. โลกร้อนต้องใช้ได้จริง: ผลักดันกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บังคับใช้มาตรการ Carbon Tax และรายงานการปล่อยคาร์บอน เพื่อนำเงินภาษีมาเข้า "กองทุนภูมิอากาศ" ช่วยเหลือประชาชนในการปรับตัว ควบคู่ไปกับการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด
- นโยบายและแผนดำเนินที่ชัดเจน กำหนดนโยบายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน การทำงงานร่วมกันหลายส่วน มีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะ
2. ผังเมืองสู้ภัย (Resilient Urban Planning)
- รื้อผังเมืองรับมืออนาคต: ห้ามก่อสร้างขวางทางน้ำ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นฟองน้ำซับน้ำ และออกแบบเมืองให้ระบายความร้อน (Urban Cooling) ลดความเสี่ยง Heat Wave
3. ระบบเตือนภัยและอพยพ (Disaster Response)
- แผนเตือนภัยและอพยพที่จับต้องได้: ไม่ใช่แค่เตือนว่าฝนตก แต่ต้องระบุ "เส้นทางหนีทีไล่" พื้นที่ปลอดภัย (Shelter) และซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการจัดการช่วยเหลือค่าอาหาร และเครื่องใช้ที่จำเป็น
เพราะการเลือกตั้ง คือ ความหวัง
ตราบใดที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ Climate Change ไม่รู้จบ การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ยกระดับวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นวาระเร่งด่วนของชาติ จึงอาจส่งผลดีต่อประชาชน รวมถึงภาพรวมของประเทศไทยที่สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมีพลัง
8 ก.พ. นี้ ใช้สิทธิของคุณ เลือกพรรคที่กล้าชนกับปัญหาโลกเดือด
เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง... "รอด" ไปด้วยกัน
แหล่งอ้างอิง:
รายงาน Global Climate Risk Index (Germanwatch):
https://www.germanwatch.org/en/cri
บทวิเคราะห์นโยบายสิ่งแวดล้อมไทย (101 PUB):
https://101pub.org/thailand-climate-policy/
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเลือกตั้ง (SiamRath/Thansettakij):
https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/120692

Share: