เจาะลึกความเสี่ยงแรงงาน-สิทธิมนุษยชน ตลอดห่วงโซ่สินค้าเกษตรไทย รับเทรนด์ตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ระดับสากล 

ต่อเนื่องจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 19–20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เน้นประเด็นการตรวจสอบย้อนกลับและการจัดการสิ่งแวดล้อมภายใต้กฎระเบียบการตรวจสอบสถานะของสหภาพยุโรป สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน  (GIZ) ภายใต้โครงการ FIT for FAIR ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ BMZ ได้จัดการประชุมครั้งถัดมาในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ  ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่มูลค่า”   

การประชุมครั้งนี้มุ่งเจาะลึกมิติด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่มูลค่า อาทิ ความเสี่ยงด้านแรงงาน กลไกการร้องเรียนและการเยียวยา ตลอดจนการเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนด Human Rights Due Diligence ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญควบคู่กับด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรได้แลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางรับมือต่อข้อกำหนดสากลที่เข้มข้นขึ้น 

การประชุมเริ่มด้วยคำกล่าวต้อนรับจาก Mr. Julian Tost, Project Director of FIT for FAIR Project จาก GIZ Thailand ตามด้วยข้อความจาก Dr. Inti Schubert, Advisor of FIT for FAIR Project, GIZ และการนำเสนอที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการและการประชุมเชิงปฏิบัติการโดย ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเข้ากับการตรวจสอบย้อนกลับและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ  

เนื้อหาสำคัญของประชุมได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) และการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่มูลค่าของไทย รวมถึงการทำ Human Rights Due Diligence (HRDD) การจัดทำ stakeholder mapping การเตรียม evidence of procedures เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบสถานะและการพัฒนากลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพ  

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “Voices from the Ground on Due Diligence” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านแรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์ และความเท่าเทียมทางเพศและการไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสะท้อนมุมมองจากภาคสนามต่อความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน และช่วยเติมเต็มความเข้าใจต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่าง ๆ  

ช่วงกิจกรรมกลุ่มในภาคบ่าย ที่ประชุมได้ร่วมกันวิเคราะห์ช่องว่างด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่มูลค่าของ ผลิตภัณฑ์จากไม้ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยพิจารณาประเด็นว่า ปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกิดบ่อยที่สุดคืออะไร ใครคือผู้ได้รับผลกระทบหลัก และมีช่องว่างเชิงระบบใดที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การระบุแนวทางแก้ไขทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  

  • คุณบุญยนุช ศรีบุญแก้ว รักษาการหัวหน้ากองพัฒนาตลาดยางพารา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้สะท้อนข้อคิดสำคัญที่ได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ว่า กระบวนการดังกล่าวไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องยากหรือซับซ้อนเกินไป ในมุมมองของเธอ แนวทางการดำเนินงานสามารถทำให้เรียบง่ายได้ โดยเริ่มจากการสื่อสารโดยตรงกับผู้ประกอบการ และหารือกับสหภาพยุโรปว่าควรใช้เอกสารหรือข้อมูลประเภทใดจึงจะเป็นประโยชน์มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของแบบสอบถาม รายงาน หรือผลลัพธ์เชิงปฏิบัติอื่น ๆ เธอยังเน้นย้ำว่าผู้แปรรูปมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเช่นกัน และควรมุ่งเน้นการรวบรวมและถ่ายทอดสิ่งที่เกษตรกรได้ดำเนินการอยู่แล้วอย่างตรงไปตรงมาและเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เธอยังกล่าวด้วยว่าการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างความรู้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในเรื่องนี้ เธอชื่นชมการสนับสนุนจาก GIZ และ TEI ที่มีต่อ กยท. ซึ่งช่วยให้หน่วยงานสามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวต่อไปยังเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ 

  • ดร.ภัทรพงศ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แบ่งปันว่า การเข้าร่วมกิจกรรม World Café ในหัวข้อการจัดทำแผนผังห่วงโซ่อุปทานและการประเมินความเสี่ยง ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าห่วงโซ่อุปทานของสินค้าไทยมีความซับซ้อนอย่างมาก ทั้งในภาคเกษตรและภาคส่วนอื่น ๆ โดยมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก หนึ่งในสาระสำคัญที่เขาได้รับจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ คือความสำคัญของการที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกษตรกรรายย่อยและซัพพลายเออร์ ในมุมมองของเขา การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นสัญญาณเชิงบวกว่าบริษัทต่าง ๆ กำลังเริ่มขยับไปในทิศทางดังกล่าว และตระหนักมากขึ้นถึงความจำเป็นของความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน 

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อกฎระเบียบด้านการตรวจสอบสถานะห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรป ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับมิติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในประเด็นสิทธิแรงงาน สิทธิของชุมชน สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติ ความเท่าเทียม และการเข้าถึงกลไกการร้องเรียนและการเยียวยา เพื่อให้ห่วงโซ่มูลค่าของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างรอบด้าน มีความยืดหยุ่นทางสังคม และสามารถแข่งขันได้ในตลาดยุโรปและตลาดโลกอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ จากผลของการประชุมเชิงปฏิบัติการทั้งสองครั้ง โครงการ FIT fot FAIR Thailand จะจัดกิจกรรม Policy Lab เพื่อระบุช่องว่างเชิงนโยบายและพัฒนาข้อเสนอแนะเบื้องต้น รองรับกฎระเบียบด้าน Due Diligence ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการค้าระหว่างประเทศn เพื่อให้เกษตรกรไทย สามารถปรับตัวและรักษาตลาดการค้าต่างประเทศเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน