ภาพเดียว-สะท้อนวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลกทั้งใบ

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราต่างเผชิญกับวิกฤตที่คาดไม่ถึงกันบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตโควิด-19 สะท้อนว่า โลกที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ระบบเศรษฐกิจสามารถหยุดชะงักได้ในชั่วข้ามคืน และความเสี่ยงที่เคยมองว่า “อยู่ไกลตัว” สามารถกลายเป็นวิกฤติระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว วิกฤตสุขภาพในวันนั้น จึงกลายเป็นกระจกสะท้อนว่า มนุษย์ไม่อาจแยกตัวออกจากธรรมชาติและระบบนิเวศได้อย่างที่เคยคิด

จากบทเรียนครั้งนั้น Graeme MacKay นักวาดการ์ตูนการเมืองและสังคมชาวแคนาดา ได้เริ่มสร้างสรรค์เป็นภาพและเผยแพร่ เมื่อมีนาคม 2020 เป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้คลื่นใหญ่ 2 ลูก เพื่อสื่อสารวิกฤตสำคัญที่โลกกำลังเผชิญในช่วงต้นของการระบาดใหญ่ COVID-19 กับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (Recession) ที่เป็นผลตามมาอย่างรุนแรง เสมือนคลื่นสึนามิที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสังคมและเศรษฐกิจ

ต่อมา มีผู้ใช้โซเซียลมีเดียได้เข้ามาแสดงความเห็น ทำให้ MacKay ทำการเพิ่มคลื่นลูกที่สาม Climate Change คือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อด้วยคลื่นที่ใหญ่ที่สุดด้านหลังคือ Biodiversity Collapse สื่อถึงการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ อันแสดงถึงสัญลักษณ์ของวิกฤตโลกที่กำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยยังคงคำพูดเดิมในภาพแรกที่ว่า “ล้างมือแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น (จาก Covid-19)” ตอกย้ำความย้อนแย้งว่าสังคมที่มุ่งเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่วิกฤตใหญ่และยืดเยื้อกว่าได้คืบคลานเข้ามาแล้ว แต่กลับถูกมองข้าม



ภาพนี้ ได้ถูกนำปรับและใช้อย่างแพร่หลายในการสื่อสารประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในเวทีระดับโลก รวมถึงการนำเสนอภาพสัญลักษณ์นี้ริมฝั่งแม่น้ำ Clyde ในช่วงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 จัดขึ้นปลายปี 2021 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ แม้ภาพนี้ไม่ได้เป็นส่วนของการประชุมอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของกลุ่มสิ่งแวดล้อมและผู้ประท้วงที่นำภาพไปใช้เพื่อสื่อสารข้อความเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับวิกฤตที่ซ้อนทับกันได้อย่างน่าสนใจ



ภาพการ์ตูนของ
MacKay ไม่ได้มุ่งสร้างอารมณ์หรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว หากแต่ทำหน้าที่ “จัดวางปัญหา” ที่เชื่อมโยงวิกฤติต่างๆ ที่ดูเหมือนจะแยกส่วนออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งกำลังหลอมรวมเป็นวิกฤติเชิงซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อระบบโลกอย่างรอบด้าน

ในห้วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น Inger Andersen ผู้บริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ได้กล่าวถึง The Triple Planetary Crises เมื่อกรกฎาคม 2020 ซึ่งมีสาระสำคัญในทำนองเดียวกันกับภาพของ MacKay ที่สะท้อนสามวิกฤตเชิงซ้อนของโลกใบนี้ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งเป็นวิกฤตที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงความรุนแรงและเร่งด่วน

Andersen สะท้อนว่า รากปัญหาร่วมก็คือการผลิตและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน พร้อมย้ำว่าบริบทโลกที่เข้าสู่ช่วงสามวิกฤตเชิงซ้อน จำเป็นต้องกำหนดกรอบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับโลก มุ่งสู่การบูรณาการมิติสิ่งแวดล้อมของการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นเอกภาพ

หากย้อนกลับไปที่ภาพของ MacKay อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนในแวดวงสิ่งแวดล้อมไทย ที่เคยได้เห็นหรือได้ฟังบุคคลระดับบริหารหลายๆ องค์กรได้หยิบยกขึ้นมากล่าว และเปรียบเปรยให้เห็นถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และการที่ภาพของ MacKay ถูกใช้ในเวทีนโยบาย การประชุมวิชาการ และการสื่อสารสาธารณะ นั่นก็สะท้อนว่าภาพดังกล่าวทำหน้าที่เป็นมากกว่างานศิลปะ แต่เป็นเครื่องมือช่วยเปิดบทสนทนาที่ซับซ้อนให้เกิดขึ้นได้ ในวงสนทนาที่มีเวลาจำกัดและต้องการความชัดเจน

นั่นเพราะว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่น้ำท่วมภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยา น้ำหลากฉับพลันในภาคเหนือ ไปจนถึงน้ำท่วมเมืองชายฝั่งที่เกิดพร้อมกับน้ำทะเลหนุน เหตุการณ์เหล่านี้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีขีดความสามารถในการฟื้นตัวต่ำ

​ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตภัยแล้งที่ยืดเยื้อในหลายพื้นที่ ได้สะท้อนความเปราะบางของระบบจัดการน้ำและภาคเกษตร เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รายได้ไม่แน่นอน และเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาปากท้อง การอพยพย้ายถิ่น และความสั่นครอนทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง

ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่รายได้ชุมชน การย้ายถิ่นของแรงงาน ไปจนถึงภาระงบประมาณภาครัฐในการเยียวยาและฟื้นฟู ซึ่งสะท้อนชัดว่า ต้นทุนของการไม่ป้องกัน สูงกว่าการลงทุนเชิงระบบในระยะยาว  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า การมองปัญหาแบบ “คลื่นลูกเดียว” หรือการแก้ไขเฉพาะหน้า อาจทำให้สังคมหลงคิดว่าความเสี่ยงได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่คลื่นลูกใหญ่กว่ากำลังถาโถมเข้ามาเงียบๆ

นั่นหมายถึงการที่มาตรการระยะสั้นหรือโครงการแยกส่วนอาจไม่เพียงพอ หากไม่เชื่อมโยงเข้ากับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการวางแผนพัฒนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระบบเศรษฐกิจ และกลไกการคุ้มครองทางสังคมเพื่อช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ต้องแบกรับความเสี่ยง

แม้ภาพของ MacKay ถูกสื่อสารมาระยะหนึ่ง แต่ยังคงเป็นคำเตือนเชิงสัญลักษณ์และนำมาตั้งคำถามกับสังคมไทยว่า เราจะออกแบบทิศทางการพัฒนาอย่างไร ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน การบูรณาการระดับนโยบาย การคุ้มครองทางสังคมและการสร้างความเป็นธรรมในการกระจายประโยชน์ ซึ่งเป็นหัวใจของการรับมือกับคลื่นวิกฤตเชิงซ้อนที่เกิดขึ้น และ “ยืนหยัดรับมือกับคลื่นวิกฤตลูกต่อไป” ที่จะมาถึงในวันข้างหน้า  
 
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพ
เว็บไซต์ mackaycartoon.net
เว็บไซต์ UNEP, The triple planetary crisis: Forging a new relationship between people and the earth

Compiled by:

ดร.เบญจมาส โชติทอง

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

Tags:
Related Article: