การจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย

การจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย: ความท้าทายด้านนโยบายและบทเรียนจากการดำเนินมาตรการสมัครใจเพื่อลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียว
 
การจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทยภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน มีพัฒนาการเชิงนโยบายในการลดปัญหามลพิษจากพลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastics: SUPs) ที่เป็นประเด็นสำคัญระดับโลก ประเทศไทยได้กำหนดแผนที่ชัดเจนผ่าน Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 และแผนปฏิบัติการระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์และจูงใจผ่านการให้รางวัลด้านการจัดขยะในระดับต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
 
ประเทศไทยยังคงใช้มาตรการความสมัครใจ ในการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียว โดยเฉพาะการรณรงค์งดแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้ไม่มากนัก แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนและภาคประชาชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของมาตรการดังกล่าว ยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารสาธารณะที่ต่อเนื่องให้มากยิ่งขึ้น
 
แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าเชิงนโยบาย แต่ยังมีช่องว่างสำคัญหลายประการ ทั้งด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการขยะในระดับท้องถิ่น หลายมาตรการยังอยู่ในลักษณะการรณรงค์สมัครใจ ขณะที่การบังคับใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ ยังไม่สม่ำเสมอเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และมาตรฐานการดำเนินงานร่วมกัน นอกจากนี้ ระบบการคัดแยกขยะจากต้นทางและระบบรับคืนบรรจุภัณฑ์ยังไม่ถูกกำหนดเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ทำให้การจัดการขยะพลาสติกยังขาดความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ อีกทั้งหลายองค์กรที่เกี่ยวข้องยังมีบทบาทแยกส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการผลิตที่ยังไม่มีบทบาทชัดเจนในการรับผิดชอบต่อผลกระทบจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก
 
ความท้าทายสำคัญของประเทศไทย คือ การก้าวเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพามาตรการสมัครใจไปสู่การพัฒนากลไกทางกฎหมายที่เข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ที่นำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ (Extended Producer Responsibility: EPR) มาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีส่วนรับผิดชอบต่อการจัดเก็บและรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค บทเรียนสำคัญจากประเทศไทยคือ การลดมลพิษพลาสติกอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างนโยบายที่ชัดเจน กลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง
 
สรุปจาก:  Chotthong, B., Ngamsa-ard, Y., & Boonyoung, S. (2026). Plastic waste management in Thailand: Policy challenges and lessons from voluntary initiatives to reduce SUPs. In F. Iwasaki, R. Kawamura, M. Kojima, P. J. D. Gamaralalage, & Y. Hotta (Eds.), Plastic pollution countermeasures: Effective global actions and case studies from East Asia (pp. 411–422). Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA).
 
ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉบับ: https://www.eria.org/publications/plastic-pollution-countermeasures--effective-global-actions-and-case-studies-from-east-asia

Compiled by:

Dr. Benjamas Chotthong

Director of Project Development and Planning Program

Tags:
Related Article: