มุมมองจากรายงานสิ่งแวดล้อมโลก 7 Insights from GEO-7 Report

     ทุกๆ 4 ปี จะมีการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Outlook: GEO) โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ล่าสุดรายงาน GEO ฉบับที่ 7 หรือ GEO-7 ได้ถูกเผยแพร่เมื่อปลายปี 2568  โดยอ้างอิงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พร้อมกรณีศึกษาจากทั่วโลก ผ่านการมีส่วนร่วมจาก 287 เชี่ยวชาญ จาก 82 ประเทศทั่วโลก และมีกระบวนการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 800 คน เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

 

รายงาน GEO-7 ได้ย้ำถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ต้องให้ความสนใจ
  • วิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ในปี 2567 สูงถึง 53,200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (GtCO2e) ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเกิดสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
  • วิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ราว 1 ล้านชนิด จากที่มีอยู่ราว 8 ล้านชนิด สาเหตุจากการสูญเสียและความเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่อาศัยเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นบนบกทั่วโลก  
  • วิกฤตมลพิษ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรหลายล้านคน จากการสัมผัสมลพิษทางอากาศ น้ำ และสารเคมี อีกหลายร้อยล้านคนต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย ความพิการ และมีคุณภาพชีวิตลดลงจากปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมกว่า 8 พันล้านตัน ซึ่งได้สร้างปัญหาต่อสุขภาพและความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่มลพิษทางอากาศก็ทำให้เกิดความเสียหายด้านสุขภาพ สูงถึง 8.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2019

     ดร.เบญจมาส โชติทอง นักวิชาการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรายงาน GEO-7 ฉบับนี้ ชี้ให้เห็น 7 ประเด็นสำคัญที่ควรเรียนรู้  
 
     1. ต้องใส่ใจ “แรงขับเคลื่อน” และ “แรงกดดัน” ที่ก่อให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม  เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลสะสมจากแรงขับเคลื่อน (Drivers) และแรงกดดัน (Pressures) ที่ทำงานร่วมกันในระบบเศรษฐกิจและสังคมโลก ไม่ว่าจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การขยายตัวของเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ธรรมาภิบาล  และรูปแบบการใช้ชีวิต สิ่งที่สำคัญคือความต้องการอาหาร พลังงาน และวัสดุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ การใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ และการแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ส่งผลให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั่วโลกอย่างรุนแรง
     ดังนั้น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการแก้ไขสถานการณ์หรือลดผลกระทบ ซึ่งจะไม่มีวันสิ้นสุดหากไม่แก้ที่ต้นเหตุควบคู่กันไป

 
     2. วิกฤต “ความเสื่อมโทรมของที่ดิน” เป็นประเด็นที่อาจถูกลืม เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีเพียง 3 วิกฤตนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภาวะมลพิษ แต่ GEO-7 เตือนว่า “ความเสื่อมโทรมของที่ดิน” (Land Degradation) เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสำคัญ เมื่อพบว่าเรากำลังสูญเสียพื้นที่ดินจากความเสื่อมโทรม มากกว่า 4 ล้านตารางกิโลเมตรต่อปี
     ขณะเดียวกันความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ซ้ำเติมความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว การขยายพื้นที่เกษตรกรรม การตัดไม้ทำลายป่า การใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น และการพัฒนาเมืองที่ขาดการวางแผน ล้วนส่งผลให้ดินเสื่อมคุณภาพ สูญเสียอินทรียวัตถุ และมีความสามารถในการผลิตลดลง ในหลายพื้นที่ของโลก ดินกำลังสูญเสียความสามารถในการรองรับการดำรงชีวิตของมนุษย์และระบบนิเวศ
 
     3. ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีคุณค่าไม่น้อยไปกว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์  สาระสำคัญของ GEO-7 คือ การยอมรับว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้ดั้งเดิมของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น มีคุณค่าเทียบเท่ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  
     หลายกรณีศึกษาทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าชุมชนท้องถิ่นสามารถดูแลป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ชายฝั่งทะเล และทรัพยากรประมงได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบกติกาทางสังคมและวัฒนธรรมที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน เช่นเดียวกับการจัดการน้ำโดยชุมชน ป่าชุมชน การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการรับมือภัยพิบัติ ล้วนเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องผสาน “วิทยาศาสตร์สมัยใหม่” เข้ากับ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” อย่างสมดุล
 
     4. Nature as an Actor “ธรรมชาติ” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ: GEO-7 นำเสนอแนวคิดที่ก้าวหน้า โดยมองว่า “ธรรมชาติ” ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ แต่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และอยู่อย่างเกื้อกูลกับมนุษย์
     การยอมรับมุมมองและแนวปฏิบัติที่ให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ซึ่งต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentric) ไปสู่แนวคิดที่ให้คุณค่ากับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด และระบบนิเวศ  โดยการยอมรับความหลากหลายของโลกทัศน์ พร้อมมองว่าธรรมชาติมีคุณค่าในตัวเอง และมีทั้งองค์ความรู้และความสามารถในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วย
 
     5. การลงทุนในธรรมชาติ คุ้มค่ากว่าการแก้ไขความเสื่อมโทรมในภายหลัง  GEO-7 ย้ำชัดว่า การลงทุนเพื่อธรรมชาติ (Nature-positive Investment) ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าในระยะยาว เพราะต้นทุนในการป้องกันและฟื้นฟูตั้งแต่ต้นทางมักต่ำกว่าการปล่อยให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมแล้วค่อยแก้ไขในภายหลัง ตัวอย่างเช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำมีต้นทุนต่ำกว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ และการอนุรักษ์ป่าชายเลนสามารถลดความเสียหายจากพายุและการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     ประเด็นนี้สอดคล้องกับการส่งเสริม Nature-based Solutions (NbS) ที่กำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นทั่วโลก โดยภาคการเงินต้องทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ประเมินความเสี่ยงจากธรรมชาติควบคู่กับความเสี่ยงทางการเงิน ระดมทุนสู่กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  พร้อมเปิดทางให้เกิดการลงทุนที่สร้างทุนธรรมชาติ เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนระยะยาวต่อสังคม
 
     6. ต้องรวมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมไว้ในระบบเศรษฐกิจ GEO-7 เสนอแนวคิดสำคัญเรื่อง “การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง” (True Cost Accounting) โดยเห็นว่าราคาสินค้าและบริการในปัจจุบันมักไม่รวมต้นทุนความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตและการบริโภค เมื่อราคาสินค้าไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ภาระดังกล่าวจึงถูกผลักไปยังสังคม คนรุ่นต่อไป และธรรมชาติ เช่น ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูระบบนิเวศ การจัดการมลพิษ หรือผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
     แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) และเป็นรากฐานสำคัญของมาตรการสมัยใหม่ เช่น ภาษีคาร์บอน Extended Producer Responsibility (EPR) และระบบการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ซึ่งประเทศไทยควรผลักดันให้เข้มแข็งมากขึ้น
 
     7. สถานการณ์ยังไม่สายเกินแก้ หากเร่งดำเนินการภายในทศวรรษนี้  แม้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกจะน่าเป็นห่วง แต่ GEO-7 ยังส่งสัญญาณแห่งความหวังว่า โลกยังไม่ถึงจุดที่ไม่สามารถฟื้นกลับได้ หากทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการภายในทศวรรษนี้ โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ กลไกทางการเงิน และนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ ช่วงปี 2025-2035 จึงถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่สำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ
     “เรายังมีโอกาส แม้จะน้อยลงทุกที” GEO-7 ยืนยันว่าสถานการณ์นี้ยังไม่เกินจุดแก้ไข หากมนุษยชาติเร่งดำเนินการภายในทศวรรษนี้ 
 
     สรุปได้ว่า รายงาน GEO-7 สะท้อนว่า การแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่อาจดำเนินการแบบเดิม แต่ต้องมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นทั้งสาเหตุและผลกระทบที่สัมพันธ์กัน เราจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ  จำเป็นต้องปรับระบบเศรษฐกิจให้สะท้อนต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่แท้จริง เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปสู่สังคมและคนรุ่นต่อไป
 
     นอกจากนี้ ควรยอมรับว่าธรรมชาติเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ควรนำแนวคิด Nature-positive Economy มาใช้ในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจลงทุน พร้อมเพิ่มการลงทุนในการปกป้องธรรมชาติ เพื่อเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
 
     สารสำคัญของ GEO-7 ไม่ได้เป็นเพียงคำเตือนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ แต่ยังเป็นการยืนยันว่าเรายังมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงทิศทางการพัฒนา หากสามารถเร่งดำเนินการภายในทศวรรษนี้ การลงทุนเพื่อธรรมชาติ การปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจให้คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และชุมชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ประเทศไทยจึงควรใช้บทเรียนจาก GEO-7 เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนการพัฒนา ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้แก่คนรุ่นต่อไป
 
เอกสารอ้างอิง
United Nations Environment Programme (2025). Global Environment Outlook 7: A future we choose –Why investing in Earth now can lead to a trillion-dollar benefit for all. Nairobi. https://wedocs.unep.org/handle/20.500.11822/49014.

Compiled by:

ดร.เบญจมาส โชติทอง

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

Tags:
Related Article: