ทางรอดของวิกฤตอาหารในยุคโลกเดือด?

คำกล่าวที่ว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยบางส่วน จนบางทีก็ยากที่จะเชื่อว่าวิกฤตอาหารจะเกิดได้ แต่ในยุคที่เรากำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือที่เรียกกันว่าโลกเดือดนั้น การมีอาหารเพียงพอและปลอดภัย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไปแล้ว
 
เมื่อโลกเดือด ความมั่นคงทางอาหารยิ่งเปราะบาง
 
วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตอาหารและทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานของระบบเกษตรกรรม ไม่ว่าอุณหภูมิสูงขึ้น ภัยแล้งยาวนาน ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และฤดูกาลแปรปรวน ล้วนส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ต้นทุนการผลิต รวมถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกร
 
เห็นได้จากภัยแล้งและคลื่นความร้อนที่ทำให้ผลผลิตข้าวและพืชเศรษฐกิจลดลง น้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกและระบบขนส่งอาหาร ส่วนอุณหภูมิน้ำทะเลก็ส่งผลต่อทรัพยากรประมงและระบบนิเวศชายฝั่งอีกด้วย
 
สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นที่ภาพชัดขึ้น เมื่อคนต้องการซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็น แต่กลับพบว่าชั้นวางสินค้าบางแห่งว่างเปล่า เป็นเพราะเส้นทางคมนาคมและระบบขนส่งได้รับผลกระทบ แม้อาหารอาจยังมีเพียงพอในแหล่งผลิต แต่ไม่สามารถกระจายไปถึงผู้บริโภคได้ตามปกติ
 
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตอาหาร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการกระจายอาหาร ราคาอาหาร การเข้าถึงอาหาร และความมั่นคงทางอาหารของพวกเราทุกคน 
 
สัญญาณเตือนสถานการณ์เกษตรและอาหาร
 
ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และหน่วยงานระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า ระบบเกษตรและอาหารโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน
 
  • อาหารจำนวนมากสูญเสียไป มีอาหารทั่วโลกประมาณ 13% สูญเสียไปหลังการเก็บเกี่ยวจนถึงก่อนขั้นตอนการค้าปลีก และอีก 19% กลายเป็นขยะอาหารในขั้นตอนการค้าปลีก บริการอาหาร และการบริโภค ส่งผลให้สูญเสียทรัพยากรและต้นทุนการผลิตจำนวนมาก  
  • การผลิตอาหารพึ่งพาทรัพยากรน้ำมหาศาล คิดเป็นสัดส่วนการนำน้ำจืดมาใช้ประมาณ 70% ของการผลิตและบริการทั้งหมด ขณะที่หลายภูมิภาคกำลังเผชิญภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และความแปรปรวนของปริมาณฝนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ระบบเกษตรและอาหารเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นประมาณ 21–37% ของการปล่อยทั้งหมด ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการขยะอาหาร
  • พื้นที่ผลิตอาหารกำลังเผชิญความเสื่อมโทรมของดินและทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่า 60% ของพื้นที่ดินที่เสื่อมโทรมจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นพื้นที่เกษตรกรรม จากการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม การชะล้างพังทลายของดิน และการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์  
  • ระบบการผลิตอาหารได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้งรุนแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และความแปรปรวนของฤดูกาล ทำให้ภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ได้รับผลกระทบ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่อกิจการอื่นในห่วงโซ่อุปทาน  
 
สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ในขณะที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกกลับมีแนวโน้มชะลอตัว จากเฉลี่ย 2.7% ต่อปี ในช่วงปี 2523–2558 เหลือเพียง 1.9% ต่อปี ในช่วงปี 2558–2564 ซึ่งอาจกระทบกับความสามารถในการรับมือกับวิกฤตอาหารและภูมิอากาศที่เกิดขึ้น
 
ชูนวัตกรรม ช่วยวิกฤตอาหารในยุคโลกเดือด
 
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ชูแนวคิด “Innovate today. Nourish tomorrow.” หรือ “สร้างนวัตกรรมวันนี้ เพื่ออาหารและโภชนาการที่ดีในวันข้างหน้า” เนื่องในวันอาหารโลก หรือ World Food Day วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นี้
 
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ซับซ้อนหรือเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและพื้นที่ บางพื้นที่ต้องการเพียงการนำข้อมูลและระบบดิจิทัลมาช่วยตัดสินใจ บางพื้นที่จำเป็นต้องใช้พันธุ์พืชที่พัฒนาให้สามารถทนแล้ง แน่นอนว่า ในยุคนี้เราต้องพัฒนาเครื่องมือช่วยให้เกิดการใช้น้ำอย่างแม่นยำ การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร รวมถึงการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับองค์ความรู้ใหม่ๆ
 
นวัตกรรมต้องตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้น นำไปใช้ได้จริง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรและผู้บริโภค โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเปราะบาง ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีและเงินทุน
 
อีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การใช้นวัตกรรมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย ทั้งการเข้าถึงข้อมูลเตือนภัยสภาพอากาศที่แม่นยำและทันเวลา การมีเครื่องมือช่วยให้สามารถวางแผนและทำการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำและดินได้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น
 
ประเทศไทยกับโจทย์ที่ต้องทบทวน
 
แม้ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหาร แต่ในยุคที่เราต่างเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและความไม่แน่นอนของตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
 
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลงานจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถขยายผลจากโครงการนำร่องไปสู่การใช้งานจริงได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะพัฒนานวัตกรรมอะไรเพิ่มขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว
 
อีกประเด็นที่ควรทบทวน คือการพิจารณาต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้าสู่ระบบการผลิตและกลไกตลาด ทั้งการใช้น้ำ ความเสื่อมโทรมของดิน การเผาในพื้นที่เกษตร และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการให้ความสำคัญเรื่องการเพิ่มผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ 
 
สำหรับระบบการกระจายอาหารก็ยังเป็นจุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน แม้ประเทศไทยเราจะมีศักยภาพในการผลิตอาหารสูง แต่ก็ต้องอาศัยอยู่กับประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของระบบจัดเก็บ ขนส่ง และกระจายอาหาร รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงอาหารของประชาชนในช่วงเกิดวิกฤต
 
ดังนั้น ในยุคโลกเดือด เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อาหาร และต้องทำให้องค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีอยู่ สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยไม่ทิ้งเกษตรกรรายย่อยและประชาชนกลุ่มเปราะบาง

เรียบเรียงโดย:

ดร.เบญจมาส โชติทอง

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

Tags:
บทความเกี่ยวข้อง: